เพราะด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการกว่าที่จะได้มีการปรับปรุงสะพานฝั่งธนจนเป็นรูปร่างหน้าตาดังที่ปรากฏอยู่ขณะนี้ จึงทำให้รู้สึกอยากจะเล่าผ่านการบันทึกในเอกสารฉบับนี้ไว้เพื่อเป็นข้อมูลและเพื่อความเพลิดเพลินใจ

อันว่าสะพานฝั่งธนนั้น เมื่อเอ่ยขึ้นในหมู่คนสามย่านและละแวกใกล้เคียงแล้วก็ย่อมเข้าใจได้ว่าหมายถึงสะพาน ณ บริเวณใด แต่หากบอกว่าสะพานถนนโพธิ์ทอง (กำแหงพลล้าน) ก็คงไม่ทราบหรือไม่แน่ใจว่าสะพานที่ว่าอยู่ตรงไหน จนแม้จะบอกว่าสะพานข้ามคลองสามย่านก็อาจยิ่งทำให้ทั้งสับสนและทั้งไม่รู้ไปใหญ่ว่าคือที่ใด เพราะคลองประจำเมืองสายนี้ เรามักเรียกรวมกันว่าคลองประแส แต่เท่าที่ทราบคือ ในอดีตเมื่อคลองไหลผ่านตำบลกระแสบนก็เรียกคลองกระแสบน เมื่อไหลผ่านตลาดสามย่านก็เรียกคลองสามย่าน เดี๋ยวนี้นิยมเรียกรวมกันทั้งหมดว่าคลองประแส

เมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๔๕ เทศบาลตำบลเมืองแกลงได้ริเริ่มโครงการศึกษาวัฒนธรรมและ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองแกลงที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าโครงการย้อนอดีตเมืองแกลงนั้น คณะผู้จัดทำได้พยายามติดตามรวบรวมหลักฐานเอกสารเก่า ทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับการติดตามรวบรวมภาพเก่าในอดีตหลาย ๆ ยุคของเมืองแกลง จนคลอดออกมาเป็น หนังสือ “เมืองแกลงของเรา เมืองเก่าบรรพชน” ในที่สุด โดยที่ภาพเก่า ๆ ที่รวบรวมสืบเสาะจากประชาชนทั่วไปนั้นมีจำนวนนับร้อยภาพ แต่ที่เห็นแล้วสะดุดตาเป็นอย่างยิ่งก็คือภาพจากความเอื้อเฟื้อของคุณลุงประกอบ รัตนภรณ์ ผู้เกิดมาแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕


ภาพสะพานเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖

เป็นภาพที่ไปปรากฏอยู่ในหน้าปกหนังสือเล่มดังกล่าว และมีการนำไปเป็นเค้าโครงภาพปูนปั้นใต้ต้นโพธิ์ ณ ศาลาต้นโพธิ์นั่นเอง

ที่เห็นสะดุดตายิ่งนัก เป็นเพราะในภาพดังกล่าว เราได้เห็นสะพาน เห็นเรือ ผู้คนหญิงชาย และเด็ก บ้านเรือน ต้นไม้ ฯ เป็นสังคมคนเมืองแกลงที่เคยปรากฏมาในยุคอดีตตำแหน่งเดียวกับบริเวณสะพานฝั่งธนในปัจจุบัน โดยที่คุณลุงประกอบ ไม่สามารถให้ข้อมูลปี พ.ศ.ที่ได้มีการถ่ายภาพนี้ไว้มาประกอบให้เราได้ทราบ คงทราบแต่เพียงท่านบอกว่า เกิดมาก็เห็นภาพนี้แล้ว เพราะคุณพ่อเป็นผู้ถ่ายภาพไว้ จึงเป็นอันเพียงรู้แต่ว่าภาพนี้เกิดก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ระบุปีที่ถ่ายภาพไม่ได้

แต่ถึงอย่างไร ย่อมนับได้ว่าภาพนี้ทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ฐานที่ทำให้เรารู้ว่าเมืองแกลงแต่ก่อน บ้านเรือนและผู้คนล้วนตั้งอยู่และผูกพันกับคลองประแสมาช้านาน บวกกับเอกสารทางประวัติศาสตร์แล้วก็ยิ่งชัดเจนเหลือเกินว่า เมืองแกลงจะในยุคใดที่ผ่านมาก็ตาม จะย้ายที่ตั้งเมืองมากี่ครั้งและกี่ที่ก็ตามไม่ว่าจะที่ดอนเค็ด บ้านหนทางเกวียน หรือจะเป็นที่แหลมเมือง ปากน้ำประแส หรือที่บ้านตลาดสามย่านจนเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ได้ถอยหนีไปจากน้ำคลองประแสเลย

ผลจากโครงการย้อนอดีตเมืองแกลง ทำให้เราพอที่จะล้อมและร้อยรวมเรื่องราวต่าง ๆ ที่กว้างขวางจนขมวดเข้ามาให้ได้เห็นว่า ชุมทางการค้าการขาย การทำมาหากิน การเดินทางภายหลังจากย้ายที่ตั้งเมืองแกลงเดิมจากบ้านหนทางเกวียนที่มีบิรเวณติดกับวัดโพธิ์ทองพุทธาราม มาอยู่ ณ บ้านตลาดสามย่านตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ นั้น เริ่มต้นที่บริเวณสะพานฝั่งธนแห่งนี้ ในช่วงรอยต่อของยุคหลวงแกลงแกล้วกล้า (ศรี บุญศิริ) ผู้ว่าราชการเมืองแกลง ผู้เป็นบุตรเขยของพระแกลงแกล้วกล้า (ภู่) กับยุคของพระกำแหงพลล้าน (ชื้น คชภูมิ) นายอำเภอแกลงลำดับถัดมา ถนนโพธิ์ทองแต่เดิม คงจะเป็นทางหัวคันนาที่สามารถเดินเลาะตัดทุ่งไปมากันกับบ้านหนทางเกวียนได้ จนบ้านเรือนเริ่มเพิ่มขึ้น จนมีการอนุมัติให้มีการสร้างที่ว่าการอำเภอแกลงขึ้นในราวปี พ.ศ.นั้น ถนนสุนทรโวหารที่อยู่เหนือคลองขึ้นไปทางทิศตะวันตกก็เกิดขึ้น มีบ้านเรือนที่เป็นของราษฎรเอง และบ้านเช่าของธนารักษ์หลายสิบห้องตั้งอยู่บนถนนสายนี้ให้เช่าอยู่อาศัยและทำมาค้าขาย มีสถานีตำรวจภูธร มีตลาดสด มีกิจการโรงเลื่อย มีโรงยาฝิ่น มีโรงลิเก มีวิกหนัง ฯ

เมืองแกลงยุคหลังปี พ.ศ.๒๔๕๑ ถึงปัจจุบัน หรือหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาถือกำเนิดขึ้นจากท่าน้ำบริเวณสะพานฝั่งธนนี้เอง


ภาพสะพานยุคราวปี พ.ศ.๒๕๐๐

ภาพสะพานยุคราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ถ่ายจากฝั่งธน

นายหลาย เจริญขวัญ (นั่งไขว่ห้าง)

บ้านนายหลาย เจริญขวัญ ในปัจจุบัน

ภาพสะพานฝั่งธนปี พ.ศ.๒๕๓๑
ก่อนรื้อทำเป็นสะพานคอนกรีต

ประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ ข้างต้นนี้ รวมกับการได้เห็นภาพสะพานที่ท่าน้ำบ้านตลาดสามย่านในหลาย ๆ ยุค ตั้งแต่ภาพของคุณลุงประกอบ และภาพสะพานที่เปิดปิดช่วงกลางให้เรือแล่นผ่านไปมาได้ในยุคถัดมาเหมือนยุคแรกที่มีการสร้างสะพาน จนเป็นสะพานโค้งทำด้วยไม้ที่เรือใหญ่ไม่สามารถจะลอดได้และอาจไม่จำเป็นต้องลอดด้วยแล้วในช่วงก่อนปี พ.ศ.๒๕๓๔ จนกรมโยธาธิการได้มาก่อสร้างสะพานคอนกรีตตามแบบมาตรฐานแล้วเสร็จในปีนั้นและเปิดใช้มากระทั่งปัจจุบัน จึงเป็นความรู้สึกที่คอยผลักส่งให้เกิดแรงที่อยากจะปรับปรุงสะพานฝั่งธนนี้ให้เป็นอะไร ที่มากยิ่งไปกว่าทางข้ามคลองอันแข็งแรงและมีระเบียงคอนกรีตหนาเตอะกันอยู่สองข้างทาง

อีกหนึ่งทางความคิดเกี่ยวกับเรื่องสะพานประจำเมืองนี้ คือในหลายปีที่ผ่านมามีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องเมืองต่าง ๆ ทั้งจากตำราและการได้ไปเห็น จนทำให้ต้องย้อนคิดว่าแล้วเมืองแกลงนี้ นอกจากสิ่งปลูกสร้างที่เป็นวัด โรงเจ ศาลเจ้า บ้านเรือนแล้ว ในแง่ของความเป็นเมือง เรามีอะไรเหลือพอที่จะให้ผู้คนทั่วไปได้เห็นและซึมซับความเป็นเมือง และรำลึกถึงความเป็นมาของเมืองได้อยู่บ้าง อีกทั้งเหตุใด เมืองแกลงที่มีอายุเมืองมามากกว่าสองร้อยปี หรือแม้แต่กระทั่งบ้านตลาดสามย่านที่มีอายุครบหนึ่งร้อยปีนี้ จึงมีสิ่งอันพอจะสืบสาวเรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองย้อนขึ้นไปไม่สู้มากนักเมื่อเทียบกับอายุเมือง

ความรู้สึกเพรียกหา “อัตลักษณ์” ของเมืองจึงคอยแต่จะสะกิดความคิดอยู่เสมอมา

ของดี ๆ สิ่งอันสวย ๆ งาม ๆ เหตุใดจึงต้องมีอยู่แต่ในพระนครชั้นใน หรือหัวเมืองใหญ่ ๆ ตามภูมิภาคต่าง ๆ....

และหากตัดสินใจบรรจงคิดและทำงานอัตลักษณ์เมือง เสียแต่วันนี้....พรุ่งนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นของเก่าที่ควรค่าแล้ว

ในที่สุดจึงได้ร่วมกับสถาปนิกและผู้เกี่ยวข้องออกแบบ สะพานฝั่งธนนี้และนำเสนอสภาเทศบาลฯ ให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขแบบสะพานอีกหลายครั้ง

และก่อนที่จะได้ผู้รับจ้างมาลงมือทำ อยู่มาวันหนึ่งในขณะนั้น ส.ท.ชาติชาย เพชรพาณิชย์ได้นำสำเนาเอกสารฉบับหนึ่งมามอบให้ เป็นหนังสือราชกิจจานุเบกษาที่บันทึกไว้แต่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ เมื่ออ่านไปได้สองสามบรรทัดแรก ก็กระหายที่จะอ่านต่อไปอย่างร้อนรน เพราะหนังสือนั้นบันทึกถึงการปรับปรุงก่อสร้างสะพานบริเวณเดียวกับสะพานฝั่งธนนี้ ความว่ากรมการอำเภอแกลงพร้อมด้วยนายหลาย เจริญขวัญ และราษฎรที่มีนามปรากฏอยู่ด้วยในบันทึกนี้ พร้อมใจกันปรับปรุงก่อสร้างสะพานข้ามคลองสามย่านขึ้นด้วยเงิน ๑๐๖๔ บาท ได้แจงรายละเอียดความกว้างยาวของสะพาน การทำให้สะพานเปิดปิดได้ในช่วงกลางเพื่อให้เรือผ่านไปมาได้ ชนิดของไม้ที่ใช้ทำ และระบุไว้ว่ามีพนักลูกกรงยาวตลอดแนวสะพาน....
สะพานคอนกรีตก่อนปรับปรุง

หนังสือราชกิจจานุเบกษา

หน้า 1
หน้า 2

หน้า 3

สะพานฝั่งธนที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ ธ.ค.๒๕๕๑



เมื่อนำไปพิจารณาและเปรียบเทียบกับภาพถ่ายของคุณลุงประกอบที่กล่าวถึงไว้ข้างต้น จึงทั้งชื่นใจและลิงโลดที่จะสรุปได้โดยพลันว่า ภาพสะพานดังกล่าวกับการปรับปรุงก่อสร้างสะพานขึ้นแทนของเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม ตามเนื้อความในราชกิจจานุเบกษานี้คือสะพานเดียวกัน

จะนับเป็นความบังเอิญก็ว่าได้ เป็นจังหวะอันเหมาะสมเสียเหลือเกินก็ว่าได้ ที่จู่ ๆ ภาพสะพานที่ไม่สามารถจะไขปริศนาได้มากไปกว่าข้อมูลเดิมที่รู้แต่ว่าเกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ.๒๔๗๕ อันเป็นปีเกิดของคุณลุงประกอบ ก็มากระจ่างอย่างไม่คาดคิด ก่อนที่จะมีการเริ่มลงมือปรับปรุงก่อสร้างสะพานนี้คล้อยหลังมาอีก ๘๕ ปี...เป็นความปีติชุ่มชื่นใจให้กับใครที่เกี่ยวข้อง กับงานปรับปรุงสะพานนี้ทั้งหลายมีกำลังใจที่จะทำให้งานครั้งนี้ออกมาดีที่สุด

งานเริ่มมาแต่ราวเดือนตุลาคมปลาย ๆ ฝน เริ่มจากการทุบรื้อระเบียงริมสะพานออกทั้งสองด้าน เสริมโครงเหล็กรับน้ำหนักยื่นออกไปเพื่อขยายทางเดินเท้าและพื้นที่ช่องชมวิวที่มีอยู่ฝั่งละสองแห่งทั้งสองด้าน รวมถึงใช้ตั้งเสาไฟแสงสว่าง หัวทางเท้าทั้งสี่แห่งก่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียวขึ้นไปคล้ายประภาคารกระโจมไฟให้สัญญาณเรือ ประภาคารทั้งสี่ต้นมีล้อกลมพร้อมซี่ประกบอยู่ อันหมายถึงล้อเกวียนด้วยความที่จะสื่อไปว่า ที่นี่คือตำบลทางเกวียน มีการย้ายที่ตั้งเมืองแกลงเดิมมาจากบ้านหนทางเกวียน แม้แต่เทศบาลตำบลเมืองแกลงนี้ก็มีการเปลี่ยนชื่อเรียกเมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๔๒ มาจากชื่อเดิมคือ เทศบาลตำบลทางเกวียน

งานดำเนินมาด้วยความราบรื่น กระทั่งถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาตัดสินใจเลือกลายพนักลูกกรงตลอดแนวสะพานทั้งสองด้าน ซึ่งจะใช้เป็นวัสดุอัลลอยด์เพื่อความทนทาน จึงได้นัดหมายผู้เกี่ยวข้องมาประชุมพร้อมกัน โดยได้ข้อสรุปว่าจะไม่ใช้ลวดลายราวสะพานตามแบบสำเร็จรูปที่ผู้รับจ้างนำมาให้เลือกมากมายหลายเล่ม และได้มอบให้คุณวิทยา พุฒิธนะสุนทร รองนายกเทศมนตรีพร้อมคณะผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปพิจารณาเลือกจากลวดลายลูกกรงช่องลมอยู่สามแห่ง หนึ่งคือช่องลมชั้นบนของร้านทวีศักดิ์ ตรงข้ามแฟลตตำรวจ อีกหนึ่งคือ ช่องลมบ้านคุณแก๋งติดร้านไหลฮั่วเส็ง ทั้งสองแห่งอยู่บนถนนสุนทรโวหารใกล้ชุมชนดั้งเดิมของบ้านตลาดสามย่าน แห่งสุดท้ายคือที่ช่องลมที่กุฏิของท่านเจ้าอาวาสวัดพลงช้างเผือก ซึ่งคณะดังกล่าวได้เห็นพ้องกันที่จะเลือกเอาลวดลายช่องลมบ้านคุณแก๋ง มาเป็นลวดลายราวสะพานฝั่งธน ปรากฏดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ภายหลังได้ทำหน้าที่ดำเนินการประชุมคณะกรรมการแผนพัฒนาเทศบาล ได้พูดเล่าเรื่องการปรับปรุงก่อสร้างสะพานให้ที่ประชุมได้ทราบ และระหว่างนั้นจึงได้สะดุดคิดขึ้นได้ในฉับพลันว่า ลวดลายราวสะพานที่ได้เลือกเอามาจากช่องลมบ้านคุณแก๋งนั้น แท้ที่จริงแล้วคุณปู่ของคุณแก๋ง ผู้สร้างบ้านหลังนี้ไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนก็คือนายหลาย เจริญขวัญ

ผู้ปรากฏนามอยู่ในราชกิจจานุเบกษาว่าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการปรับปรุงก่อสร้างสะพานแห่งเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ หรือแปดสิบห้าปีล่วงมาแล้วนั่นเอง

เป็นความบังเอิญที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะบังเอิญได้ถึงขนาดนี้ ที่เรื่องราวผ่านมาถึงแปดสิบห้าปีแล้ว นายหลาย เจริญขวัญก็ยังไม่วายที่จะมีส่วนในการปรับปรุงก่อสร้างสะพานแห่งนี้อยู่ดีและอย่างเหลือเชื่อทีเดียว

 

 

January 7, 2009