เกษตรแบบบ้านล้อมเมือง : วิถีทางวิถี (ทำ) เกษตรกรรมแบบเมือง ๆ
(แนวทางเกษตรเมืองกรณีคิวบาถึงเมืองแกลง)

         เมื่อต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปหลายจังหวัด ตามประสานักเขียนที่ต้องการแสวงหาอะไรสักอย่าง แต่อะไรสักอย่างที่ว่านี้ ผมมักเรียกมันด้วยภาษาอันสวยหรูว่า “สัจธรรม” จากการเดินทาง การที่ผมได้ลัดเลาะพบผ่านผู้คนที่หลากหลาย เช่นเดียวกับภูมิทัศน์ที่แตกต่างกันไป ตามสภาพอากาศและธรณีเมือง ทำให้ผมเกิดคำถามต่าง ๆ มากมาย ทำไมริมทางแถบสมุทรสงครามมีแต่นาเกลือ? แล้วไยเข้าเพชรบุรีจึงมีต้นตาลโตนดแทรกนาข้าว ? หากไม่ได้เดินทาง ผมคงตั้งคำถามประเภทนี้ไม่ได้ เพราะสภาพพื้นที่ระหว่างแม่กลองเข้าเมืองเพชร มีสัญลักษณ์เป็นนาเกลือกับนาข้าว บ่งบอกให้รับรู้ว่าคือแห่งหนเมืองใด เช่นเดียวกับเมืองแกลง ที่มีนากุ้งและนาข้าวร้างเป็นภาพรางๆ บ่งบอกธรณีสัณฐานของเมือง และสาเหตุสำคัญของการตั้งคำถามว่าด้วยนาเกลือ นากุ้ง นาข้าว ล้วนเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่าอาหารต้องมาก่อน (Food First) เพราะไม่ว่าจะนากุ้ง นาเกลือ หรือนาข้าวล้วนเป็นอาหารแทบทั้งสิ้น

         ระหว่างการตั้งคำถามเรื่อง Food First ผมนึกถึงบริบทของเกษตรกรรมแบบพอยังชีพ หรือแนวทางการจัดการเกษตรแบบแบนเข็มออกจากกระแสวัฎจักรเกษตรแบบอุตสาหกรรม ทำให้เห็นภาพกรณีของประเทศคิวบา พื้นที่เกษตรส่วนใหญ่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออก

จึงจัดได้ว่าคิวบาอยู่ในประเทศโลกที่สามหรือประเทศยากจน วิถีการเกษตรใช้แนวการปฏิวัติเขียวซึ่งมีแนวทางหลักคือการใช้เครื่องจักรกล ปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืชแบบเคมี เครื่องจักรในการทำชลประทานปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้เกิดปัญหาสองประการด้วยกันคือ การพึ่งพิงการนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักร มาใช้ในการผลิตการเกษตร และปัญหาเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ กล่าวคือในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 – พ.ศ. 2523 ผลผลิตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จนถึงปี 2523 (ภายหลังปฏิวัติเขียว 20 ปี) ผลผลิตก็ตกต่ำลง เนื่องจากดินเกาะตัวติดกันแน่นมาก เป็นผลจากการใช้เครื่องจักรกลที่มีน้ำหนักมาก ดินเค็มมากขึ้นจากการใช้ระบบชลประทานมาก มีปัญหาพืชเพราะแมลงสร้างภูมิขึ้นมาต่อต้านยาได้ ซึ่งปัญหาของคิวบาทำให้เกิดบทเรียน และเริ่มต้นกระบวนการจัดการด้านการเกษตรของประเทศเสียใหม่ ด้วยการเพิ่มพื้นที่และสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วทำให้เกิดผลผลิตมากขึ้น ใช้วิธีการแบบพื้นบ้านไม่ใช้แทรกเตอร์ ไม่ใช้สิ่งที่นำเข้า สิ่งที่น่าสนใจคือ มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีพื้นบ้านกับเกษตรทางเลือก มีการเปลี่ยนจากแทรกเตอร์มาใช้วัวแทน มีการสร้างเครือข่ายนักศึกษาขึ้น เพื่อฝึกอบรมให้นักศึกษาเรียนรู้วิธีการที่จะทำงานกับวัว มีการจ้างเกษตรกรที่ปลดเกษียณแล้วมาฝึกอบรมวิธีการใช้วัว โดยตอนแรกนักการเกษตรมองว่าวิธีการแบบนี้ค่อนข้างล้าหลังมาก แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่า การใช้วัวดีกว่าการใช้แทรกเตอร์ ตัวอย่างเช่น การใช้แทรกเตอร์สามารถปลูกได้แค่สองครั้งต่อปีเท่านั้น แม้จะมีฝนมากพอที่จะปลูกได้สามครั้งต่อปี แต่ว่าบางช่วงมีโคลนเยอะรถแทรกเตอร์เข้าไปไม่ได้
จึงปลูกได้แค่สองครั้งต่อปี แต่ถ้าใช้วัวควายทำการเพาะปลูกได้สามครั้งต่อปี หมายความว่าในแปลงเดียวกัน ในปีหนึ่งถ้าใช้วัวจะสามารถได้ผลผลิตเพิ่มสูงกว่ารถแทรกเตอร์ และเขาก็พบว่าแทรกเตอร์ทำให้ดินจับตัวกันแน่น เขาจึงออกแบบไถและคราดที่ทำให้ดินแตกออกไม่เกาะกันแน่น ตัวคราดนี้จะลงไปใต้ดินเพื่อเขย่าดินให้แตกออกได้ เขาพบว่าการใช้คราดหรือไถแบบเทคนิคใหม่ รวมทั้งการใช้วัวช่วยเพิ่มผลผลิตมากขึ้นด้วย
         เมื่อย้อนกลับมาที่เมืองแกลง แม้เกษตรกรรมในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ และสวนยางพารา  พบว่ามีเงาสะท้อนถึงเกษตรกรรม แบบทางเลือกที่มีลักษณะแบบปลูกไว้กินเหลือก็ขาย คือปลูกผักไว้ตามรั้วบ้าน มีผักพื้นบ้านเป็นเครื่องชูรสไว้หน้าบ้านก็มีมาก เช่น พริก กะเพราะ กระถิน ชะอม แค หรือแม้แต่ต้นโสนที่ออกดอกที่เหลือง เป็นช่อย้อยลงมาซึ่งตัวดอกนี่ล่ะอร่อยนัก หากน้ำไปกินจิ้มน้ำพริกกะปิหรือผสมลงไปในไข่เจียว ทำให้เป็นดัชนีการตั้งคำถามของผม ต่อประเด็นเรื่องอาหารเริ่มชี้ทางให้เห็นว่า เมืองแกลงถือว่าเป็นเมืองเกษตรที่ยังมีสภาพการปลูกพืชในลักษณะ “ผักสวนครัว รั้วกินได้” อยู่พอสมควร แต่กระนั้นสิ่งที่ทำให้ผมหันกลับมามองแกลงด้วยกรอบคิดคิวบาก็คือ มีงานศึกษาของนักเรียนโรงเรียนแกลง “วิทยสถาวร”
ซึ่งได้ศึกษาเชิงสำรวจจำนวน “ควาย” ในพื้นที่เมืองแกลง พบว่า ตำบลทางเกวียน มีจำนวนควาย 15 ตัว ตำบลทุ่งควายกินมี 10 ตัว ตำบลบ้านนาเหลือควายเพียง 1 ตัว สะท้อนให้เห็นภาพหรือกลิ่นอายอดีตจางๆของพื้นที่เหล่านี้ว่าครั้งหนึ่งถูกยึดพื้นที่เพื่อ “ทำนา” ก่อนจะถูกแรงกระแทกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ  พ.ศ. 2504 ปีที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม(เพลิง)เกษตรกรรมแบบพึ่งพาตัวเองสู่หนทางเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก ตลอดจนโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกหรืออีสเทิร์นซีบอร์ด ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525 - 2529) เป็นคลื่นละลอกที่สองเข้ามาทำลายวิถีเกษตรแบบพึ่งตนเองพังทลายลงในช่วงพริบตา ที่ดินถูกเปลี่ยนมือจากชาวบ้านเป็นของกลุ่มทุน นาข้าวถูกแปรเปลี่ยนเป็นนากุ้ง ข้าวเหนียวดำที่ครั้งหนึ่งเป็นพันธุ์ข้าวขึ้นชื่อของบ้านทะเลน้อยสิ้นตำนาน “ข้าวเหนียวดำทะเลน้อย” ลงอย่างน่าเสียดาย เพราะชาวบ้านขายที่ขายทางเพื่อหวังรวยทางลัด บ้างก็หันมาเลี้ยงกุ้ง และสุดท้ายผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ก็ทำให้คนที่รวยทางลัดก็ล้มทางลัดลงเช่นกัน
         จากสภาพของการเปลี่ยนผ่านเชิงเกษตรกรรม สภาพนาร้างจึงเป็นภาพที่ชินตาของผู้คนรุ่นใหม่ แต่สำหรับคนรุ่นเก่า นาร้างเหล่านี้เหมือนดั่งเศษซากแห่งความล้มเหลวของการบ้าคลั่งก้าวตามการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจจนหลงลืมไปว่า...ข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์นั้น มีความสำคัญมากกว่าความเจริญทางวัตถุอันเป็นมายาภาพที่รัฐและนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มทุนนิยม-เสรีนิยมปรุงแต่งวาดฝันขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจนักเมื่อเทศบาลตำบลเมืองแกลงมีการรื้อฟื้นเรื่องทำนาและเกษตรเมืองขึ้น มีเสียงตอบรับค่อนข้างดี เพราะเป็นเสมือนการกระตุ้นแรงถวิลหา ความสุขแบบพอดีๆให้คืนกลับมาให้ลูกหลานของพวกเขาได้สัมผัสอีกครั้ง
         อย่างไรก็ตาม แนวทางของเทศบาลฯ พยายามเดินคนละทางกับสิ่งที่รัฐเดินที่ทำให้เกษตรกรหลงทาง หลงตนเอง เนื่องจากรัฐคิดผิดตั้งแต่แผนพัฒนาประเทศแผนแรกเข้ามา คือเปลี่ยนฐานการผลิตจากทำอยู่ทำกิน ทำเพื่อเลี้ยงชีพไปเป็นเพื่อการตลาด ทำให้ต้องเพิ่มการผลิตมากขึ้น ใช้สารเคมีซึ่งทำลายสารอาหารตามธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์อย่างมหาศาล เทศบาลฯจึงส่งเสริมและพยายามสร้างอาหารใหม่ขึ้นมาทดแทนอาหารธรรมชาติที่เคยมีอยู่ ปฏิรูประบบการผลิตแบบใหม่ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสมดุลธรรมชาติให้เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเลยทีเดียว โดยหลังจากที่เราเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต จากระบบเคมีมาเป็นระบบอินทรีย์ที่เกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อม ระบบการทำและขายในพื้นที่ซึ่งช่วยลดการขนส่ง ตลอดจนทำให้เริ่มเกิดสมดุลทางธรรมชาติ เราสามารถอาศัยหาอยู่หากินในแปลงนาตามธรรมชาติได้เช่นสมัย 40 ปีก่อน โดยถือว่าการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไปพร้อม ๆ กัน อันเนื่องมาจากเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศถูกมอมเมาจากระบบทุนนิยม และบริโภคนิยม หากเราไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต เราก็จะพึ่งตนเองไม่ได้เช่นกัน… ด้วยเหตุนี้เมืองแกลงจึงผลักดันเกษตรแบบบ้านล้อมเมืองไว้ เป็นกันชนหากวิกฤติอาหารเกิดขึ้นในประเทศไทยเหมือนดั่งที่ครั้งหนึ่งคิวบาเคยเผชิญ แต่เมืองแกลงสร้างภูมิคุ้มกันโดยการสร้างแหล่งอาหารให้สมบูรณ์ในเมือง ให้คนเมืองแกลงลงน้ำมีปลา ลงนามีข้าว ปืนป่ายมีผลหมากรากไม้ ล้มเงยมีผักจิ้มน้ำพริก...และตะโกนร้องเรียกเพื่อนบ้านว่า “กินข้าวด้วยกันไหม?” ให้ก้องไปทั้งเมือง

แก้วก้าว ถนอมวงศ์
กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลเมืองแกลง

October 18, 2010