
![]() |
อนุสาวรีย์ คือ สิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของบุคคล
ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้วยการสละกำลังกาย กำลังความดี หรือแม้แต่ชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติ
หรืออนุสาวรีย์อาจจะสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็นพิเศษก็ได้
อนุสาวรีย์จึงถูกสร้างขึ้นอย่างมีจุดประสงค์ ซึ่งอาจจะเป็นการเชิดชูบุคคลหรือย้ำเตือนถึงเหตุการณ์ในอดีต
ที่ผู้สร้างให้ความสำคัญ การสร้างอนุสาวรีย์ในประเทศไทย ด้วยการจำลองภาพบุคคลสำคัญไว้ตามที่ต่างๆ เริ่มมีในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อนุสาวรีย์แห่งแรก คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบรมรูปทรงม้า) สร้างเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2451 สำหรับในจังหวัดระยอง ก็มีแนวคิดในการสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ที่บ้านกร่ำ อำเภอแกลง ตั้งแต่ พ.ศ. 2480 แล้วรายละเอียดตามเอกสารดังต่อไปนี้ |
| ที่ 1561 / 2480 | แผนกมหาดไทย
จังหวัดระยอง |
|
13
กรกฎาคม 2480 |
||
| เรื่อง
การสร้างอนุสาวรีย์ สุนทรภู่ จาก ข้าหลวงประจำจังหวัดระยอง ถึง ปลัดกระทรวงมหาดไทย |
||
| ด้วยทางจังหวัดได้รับคำปรารภจากราษฎรในอำเภอแกลง
โดยเฉพาะส่วนมากที่ตำบลบ้านกร่ำ ใคร่ที่จะสร้างอนุสาวรีย์ สุนทรภู่ ขึ้นที่ตำบลบ้านกร่ำ
ท้องที่อำเภอ จังหวัดระยองและขอให้ทางราชการได้ ร่วมมือช่วยเหลือการนี้เพื่อความสำเร็จด้วย ข้าพเจ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะช่วยเหลือตามความประสงค์ของราษฎร เพื่อเป็นการส่งเสริมเชิดชูเกียรติคุณอันดีของท้องถิ่นนั้น ที่ได้รับส่วนความภูมิใจในชื่อเสียงทางจินตกวีของสุนทรภู่ และในการสร้างนี้จำต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนกว่ากำลังของราษฎรจะจัดทำได้ ฉะนั้นจึงเรียนมาเพื่อพิจารณา ถ้าชอบด้วยดำริแล้ว ขอได้โปรดรับดำเนินงานสร้างอนุสาวรีย์ สุนทรภู เป็นทางการในโอกาสอันควรต่อไป |
||
| หลังจากนั้นอีก 23 วันต่อมา ทางจังหวัดก็ได้รับหนังสือจากกระทรวงมหาดไทย รายละเอียด ดังต่อไปนี้ | ||
| ที่ 9248 / 2480 | กระทรวงมหาดไทย |
|
6
สิงหาคม 2480 |
||
| เรื่อง
การสร้างอนุสาวรีย์ สุนทรภู่ จาก ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึง ข้าหลวงประจำจังหวัดระยอง |
||
| หนังสือที่
1561/2480 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2480 ว่าราษฎรในอำเภอแกลง ได้ปรารภที่จะสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่
ขึ้นที่ตำบลบ้านกร่ำ แต่ท่านเห็นว่าเป็นการใหญ่ ต้องใช้จ่ายเงินเป็นการเกินกำลังของราษฎร
ขอให้ทางราชการดำเนินการนั้น กระทรวงหมาดไทย ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ยังไม่อยู่ในข่ายที่กระทรวงมหาดไทยจะรับพิจารณา แต่เมื่อจังหวัดเห็นว่าควรจะจัดทำขึ้น ก็ให้พิจารณาจัดทำเป็นงานของจังหวัดเอง ต่อไป ฉะนั้น จึงแจ้งมาให้ทราบ จากการที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทย ทำให้การก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ต้องหยุดชะงักเป็นเวลานาน การดำเนินงานการก่อสร้างก็ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยการนำของนายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ ส.ส. จังหวัดระยองในสมัยนั้น ท่านได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังต่อไปนี้ ข้าพเจ้าศรัทธาท่านสุนทรภู่ มหากวีของไทยมาตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่น และเมื่อมาหาเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในปี 2548 ข้าพเจ้าได้บอกราษฎรตำบลบ้านกร่ำ และตำบลใกล้เคียงว่า มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องทำ คือ สร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ขึ้นที่บ้านกร่ำ ที่วัดป่าเดิม ซึ่งยังมีที่ดินเหลืออยู่บ้างประมาณ 2 ไร่เศษ ราษฎรในบริเวณนั้นรู้จักท่านสุนทรภู่ ว่าเป็นกวีเอกกันแทบทุกคน และมีผู้สูงอายุบางคนถือว่าเขาเป็นผู้สืบเชื้อสายเดียวกับท่านสุนทรภู่ เมื่อทราบว่าข้าพเจ้าจะสร้างอนุสาวรีย์ท่านสุนทรภู่ ต่างดีใจกันทั่วหน้าและทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร พวกเขามาลงคะแนนให้ข้าพเจ้าอย่างท่วมท้น ในตอนต้นปี พ.ศ. 2498 ข้าพเจ้าได้ทำเรื่องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมขอให้พิจารณาสร้างอนุสาวรีย์กวีเอกของชาติ ซึ่งคนไทยรู้จักมากที่สุดขึ้น เพื่อให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง เช่นเดียวกับ กวีเอกของอารยะประเทศ ซึ่งได้จัดทำกันมาแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมเห็นชอบด้วย และได้เสนอให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบด้วยและได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านสุนทรภู่ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พระยาอนุมานราชธน พระราชธรรมนิเทศ หลวงบุรกรรมโกวิท หลวงรณสิทธิพิชัย ขุนวิจิตรมาตรา นายเปลื้อง ณ นคร นายธนิต อยู่โพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และตัวข้าพเจ้าเอง คณะกรรมการคณะนี้ได้มีมติให้ดำเนินงานสร้างอนุสาวรีย์ท่านสุนทรภู่ ณ บริเวณวัดป่าเดิม ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็น สถานที่ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับท่านสุนทรภู่ โดยท่านได้ไปหาบิดาของท่านซึ่งบวชอยู่ที่วัดนี้ในคราวที่ท่านไปเยี่ยมบิดา เมื่อ พ.ศ. 2350 และโดยที่ปี 2498 เป็นปีครบรอบ 100 ปี นับแต่ท่านสุนทรภู่ ได้ล่วงลับไปแล้วคณะกรรมการจึงเห็นควร ให้มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ท่านสุนทรภู่ เป็นประเดิมไว้ก่อนโดยเชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานประกอบพิธีวางในเดือนมีนาคม 2498 ข้าพเจ้าจึงได้มีจดหมายไปเรียน จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นส่วนตัวว่า คณะกรรมการ จะเรียนเชิญท่านไปประกอบพิธี ซึ่งจะเป็นวันใดจะเรียนท่านให้ทราบล่วงหน้า เพราะต้องขยายและบูรณะเส้นทางจากถนน สุขุมวิทเข้าไปยังสถานที่ที่จะสร้างอนุสาวรีย์ เพื่อความสะดวกในการเดินทางก่อนข้าพเจ้าได้รับคำตอบจากท่านว่า ไปได้ในวันที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งท่านจะไปเปิดหน่วยนาวิกโยธิน ที่สัตหีบด้วยข้าพเจ้าได้เรียนท่านว่า เราต้องบูรณะเส้นทางเข้าไปสู่ที่ตั้งของอนุสาวรีย์ ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร จากถนนสุขุมวิท ซึ่งต้องพยายามและบูรณะให้ได้มาตรฐานทางหลวงจังหวัด ซึ่งใช้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจได้ด้วย และได้ปรึกษากับหลวงบุรกรรมโกวิทแล้วว่า คงใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จึงขอเลื่อนไปทำพิธีเปิดในเดือนธันวาคม 2498 ซึ่งจะเป็นวันใดก็สุดแต่ท่านจะสะดวก ซึ่งท่านก็เห็นด้วย เราจึงมีเวลาขยายและบูรณะถนนซึ่งเป็นเส้นทางเข้าสู่ตำบลบ้านกร่ำ ที่ตั้งอนุสาวรีย์ และได้ให้ชื่อถนนนี้ว่า ถนนสุนทรภู่ ซึ่งหลวงบุรกรรมโกวิทได้อำนวยการขยายและบูรณะเสร็จภายใน 3 เดือน ก่อนวันวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ไม่กี่วัน ในวันที่ 30 ธันวาคม ปี 2498 จอมพล ป. พิบูลสงคราม พร้อมด้วยท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม และคณะผู้ติดตามได้เดินทางไปบ้านกร่ำ ข้าพเจ้าและโสภาได้ไปรับที่ตัวจังหวัดระยอง และนั่งรถมากับท่าน โดยหยุดทำพิธีเปิดถนนสุนทรภู่ ที่ปากทางถนนสุขุมวิท แล้วตรงไปยังที่ตั้งอนุสาวรีย์ ซึ่งมีประชาชนไป ต้อนรับและร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์อย่างล้าหลาม หลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว ท่านจอมพลและท่านผู้หญิง ได้เดินทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน แล้วเดินทางไปทำพิธีเปิดหน่วยนาวิกโยธิน ที่กองทัพเรือสัตหีบ ซึ่งข้าพเจ้าติดตามไปด้วยเพื่อร่วมส่งท่านกลับกรุงเทพฯ แล้วข้าพเจ้าจึงกลับมาร่วมงานฉลองที่บริเวณวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ด้วยความหวังว่าในไม่ช้า เราจะมีอนุสาวรีย์ของท่านสุนทรภู่ เช่นเดียวกับเช็คสเปียร์ กวีเอกของอังกฤษ ในงานวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ของท่านสุนทรภู่ครั้งนั้น นายฉันท์ ขำวิไล ผู้ชนะในการประกวดแต่งเพลงชาติ (ซึ่งเป็นเพลงชาติบทที่ 2 ที่ใช้ต่อเพลงชาติบทแรกของขุนวิจิตรมาตรา) ได้เขียนหนังสือ 100 ปี คำกลอนเป็นที่ระลึกส่วนข้าพเจ้าได้เขียน การมาเมืองแกลงของสุนทรภู่ ประกอบกับนิราศเมืองแกลง กับได้นำ ประวัติสุนทรภู่ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พร้อมด้วยบันทึกของนายธนิต อยู่โพธิ์ มาพิมพ์ไว้ด้วย เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ในครั้งนี้ สำหรับเงินสร้างอนุสาวรีย์นั้น ทางคณะรัฐมนตรีได้กำหนดงบประมาณไว้ 300,000 บาท จากเงินสำนักงานสลากกินแบ่งของรัฐบาล เมื่อได้วางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์แล้ว ข้าพเจ้าได้จัดการหาที่ดินเพิ่มขึ้น เพราะที่ดินที่เป็นของวัดป่าเดิม ที่เหลือมีอยู่เพียง 2 ไร่เศษเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงเจรจาของที่ดินจากเจ้าของข้างเคียง 4 รายๆ ละ 1 ไร่ โดยให้ เหตุผลว่า ที่ดินในบริเวณอนุสาวรีย์นั้น เป็นที่ดินของวัดป่าเดิม ต่อมาได้มีการรุกล้ำที่ดินกันจึงเหลือเพียง 2 ไร่เศษ นับว่าคับแคบมากในการที่จะสร้างอนุสาวรีย์ให้สง่างาม เจ้าของที่ดินทั้งสองรายยินดีบริจาคให้ด้วยความศรัทธา และเต็มใจ ส่วนอีก 2 ราย มีฐานะค่อนข้างยากจน ข้าพเจ้าจึงให้เงินทดแทนไปจำนวนหนึ่ง ต่อมาภายหลังเมื่อจะลงมือสร้างอนุสาวรีย์ นายวิทยา เกษรเสาวภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างอนุสาวรีย์ ได้ซื้อเพิ่มเติมอีก 2 ไร่ จากเงินบริจาค จึงรวมเป็นเนื้อที่ 8.5 ไร่ หลังจากจัดการเรื่องที่ดินแล้ว ข้าพเจ้าได้ไปพบอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้เป็นปรมาจารย์ ของ กรมศิลปากรในด้านปฏิมากรรม ขอให้ท่านช่วยทำหุ่นจำลองอนุสาวรีย์สุนทรภู่ขึ้น โดยมีรูปปั้นท่านสุนทรภู่ เป็นหลัก มีรูปปั้นพระอภัยมณี นางมัจฉา และผีเสื้อสมุทร เป็นส่วนประกอบ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ยินดีให้ความร่วมมือ ท่านเขียนแบบเป็นลายเส้นให้ดูก่อนเป็นภาพท่านสุนทรภู่นั่งทำท่าเขียนหนังสืออยู่บนแท่น สี่เหลี่ยม และมีภาพพระอภัยมณี นั่งเป่าปี่ ภาพนางมัจฉานั่งทอดตัวอ่อนช้อย และภาพผีเสื้อสมุทรอยู่ใต้ภาพท่านสุนทรภู่ ต่ำลงมาก็เป็นเสาสี่เหลี่ยมรองรับแท่น และถัดมาก็เป็นฐานะอนุสาวรีย์ เมื่อข้าพเจ้าเห็นด้วยกับโครงร่างของท่านอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ปั้นอนุสาวรีย์จำลองขึ้นมาสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ตัวคนเป็นรูปปั้นส่วนตัวแท่นเข้าใจว่าเป็นไม้ เมื่อข้าพเจ้าเห็นด้วยอาจารย์ศิลป์ พีระศรี หล่อรูปปั้นเป็นโลหะ และมอบให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเอารูปปั้นนี้ไปมอบไว้แก่กำนันตำบลบ้านกร่ำในเวลานั้น สำหรับผู้ที่สนใจได้ชมเพื่อจะได้ทราบว่ารูปร่างอนุสาวรีย์สุนทรภู่เป็นอย่างไร ปรากฏว่ามีผู้ไปชมรูปปั้นชิ้นเล็กๆ นี้ ซึ่งทั้งชาวระยองและชาวเมืองอื่น และมักถามกันว่าสักเมื่อใดจึงจะได้เห็นอนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่แท้จริง ต่อมาได้มีการสับสนกันในทางการเมืองและมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง เงินค่าก่อสร้างที่ได้รับอนุมัติก็หยุดชะงักตามไปด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ในสมัยต่อมาทุกคนได้เพียรพยายามที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงไป จนกระทั่งถึงสมัยผู้ว่าฯ วิทยา เกษรเสาวภาค ได้จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือผู้นำในระดับจังหวัด เช่น หัวหน้าส่วน นายอำเภอ นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาจังหวัด คหบดี ที่ประชุมเห็นชอบให้นำเรื่องนี้ขึ้นเสนอไปยังกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง ในปี 2511 เป็นเวลา 13 ปี ล่วงมาแล้วและก่อนหน้านั้น ในปี 2509 ทางจังหวัดก็ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังผู้อำนวยการกองสลาก กินแบ่ง เพื่อขอให้จ่ายเงินตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ก็ได้รับแจ้งว่า เรื่องนี้ได้รับคำสั่งให้ล้มเลิกการจ่ายไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2502 เมื่อเป็นดังนี้ คณะผู้นำของจังหวัดระยองก็มิได้หยุดยั้งหรือท้อถอยเลิกไป หากแต่ได้เริ่มดำเนินการหาทุนกันเองในหลายๆ วิธีด้วยกัน โดยการขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนชาวระยอง และประชาชน ทั่วประเทศ ขอความร่วมมือจากข้าราชการ ส่วนราชการ สถาบันการศึกษา และคณะสงฆ์ อีกทางหนึ่ง คณะกรรมการได้จัดงานประจำปีของสุนทรภู่ขึ้นที่บ้านกร่ำ ในระหว่างเทศกาลสงกรานต์เป็นประจำทุกปี และได้รับเงินบริจาคจากงานประจำปีนั้น เมื่อท่านผู้ว่าฯ ได้ติดต่อไปยังรัฐมนตรีมหาดไทยในสมัยนั้น ดังได้กล่าวมาแล้ว คณะรัฐมนตรี รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้อนุมัติเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล บริจาคเป็นเงินสมทบเป็นเงิน 250,000 บาท รวมยอดเงินทุนที่มีอยู่ทั้งสิ้น 1,071,224.07 บาท อนุสาวรีย์สุนทรภู่จึงได้เริ่มเห็นเค้าของความจริงขึ้น โดยกรมศิลปากรรับเป็นผู้ออกแบบปั้นหล่ออนุสาวรีย์ ในเรื่องของการเลือกสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์นั้น เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก เพราะมีอยู่หลายสถานที่ที่น่าจะพิจารณาตั้งอนุสาวรีย์ บางเสียงอยากให้นำไปตั้งที่ตัวจังหวัดระยอง บางเสียงอยากให้นำไปตั้งตาม สี่แยก และบางเสียงต้องการให้นำไปตั้งที่หาดแม่พิมพ์ สำหรับในทัศนะของฝ่ายศิลปผู้ออกแบบและปั้นมีความเห็นกับการที่จะนำอนุสาวรีย์ไปไว้ที่ริมทะเลหาดแม่พิมพ์ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับวรรคคดีเรื่องพระอภัยมณี โดยอนุสาวรีย์ที่ออกแบบไว้นั้น นอกจากจะมีรูปท่านสุนทรภู่ นั่งอยู่แล้วตัวประกอบอันได้แก่ พระอภัยมณี ผีเสื้อสมุทร และนางเงือก เป็นตัวเอกในวรรณคดีของท่าน ซึ่งเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นทะเล ตัวท่านสุนทรภู่เองนั้น กำหนดให้ท่านนั่งอยู่บนโขดหิน หันหน้าไปทางเกาะเสม็ด ต้นแบบของจินตนาการที่กลายมาเป็นเกาะแก้วพิสดาร |
||
|
|
| สถานที่สร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้เดิมเป็นวัดร้าง (วัดป่ากร่ำ) อำเภอแกลง จังหวัดระยอง อันเป็นปิตุภูมิของสุนทรภู่ มีเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน เมื่อ พ.ศ ๒๔๙๘ รัฐบาลได้อนุมัติให้สร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ขึ้น และได้เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ โดย ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มาประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ระยะต่อมาการดำเนินงานได้หยุดชะงักลงไป จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง (นายวิทยา เกษรเสาวภาค) ได้ดำเนินเรื่องขอรับนโยบายจากกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง ฯพณฯ พลเอกประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงหมาดไทยและนายถวิล สุนทรศารทูล ปลัดกระทรวงมหาดไทย จึงได้ดำเนินเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา คณะรัฐมนตรี ซึ่งมี ฯพณฯ จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ อนุมัติให้จังหวัดระยองดำเนินการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ต่อไปได้ จังหวัดระยองจึงได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบและปั้นหล่อรูปอนุสาวรีย์สุนทรภู่และตัวประกอบ ตลอดจนออกแบบผังบริเวณศาลาจตุรมุข และเสาประตูรั้ว การปั้นหล่อรูปได้ทำพิธีเททอง ณ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ โดย ฯพณฯ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจเป็นประธาน |
กรมศิลปากรได้ดำเนินการหล่อเสร็จเรียบร้อยและนำมาติดตั้ง เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ |
| ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง | |||
| ๑. | ปั้นหล่อรูปสุนทรภู่และตัวประกอบ | ๒๓๐,๐๐๐.๐๐ |
บาท |
| ๒. | กำแพงรั้วสี่ด้านและประตู | ๒๓๑,๐๐๐.๐๐ |
บาท |
| ๓. | ฐานเนินดินที่ตั้งอนุสาวรีย์ | ๖,๐๐๐.๐๐ |
บาท |
| ๔. | ศาลาจตุรมุข | ๓๖,๐๐๐.๐๐ |
บาท |
| ๕. | สระน้ำคอนกรีต ๒ สระ | ๑๔๗,๘๕๘.๐๐ |
บาท |
| ๖. | ถนนและทางเดินคอนกรีตในบริเวณ | ๑๒๘,๙๐๐.๐๐ |
บาท |
| ๗. | บ้านพักคนงานและที่เก็บพัสดุ ๑ หลัง | ๓๐,๐๐๐.๐๐ |
บาท |
| ๘. | ส้วมสาธารณะ ๑ หลัง และแท๊งค์น้ำประปา | ๔๐,๐๐๐.๐๐ |
บาท |
| ๙. | ถมดิน | ๑๐๖,๐๐๐.๐๐ |
บาท |
| ๑๐. | ซื้อที่ดินเพิ่ม | ๔๐,๐๐๐.๐๐ |
บาท |
รวม |
๙๙๕,๗๕๘.๐๐ |
บาท |
|
| จ่ายจากยอดเงินที่ได้รับบริจาค | ๙๖๒,๗๗๖.๑๐ |
บาท |
|
| จ่ายจากยอดเงินที่จัดงาน | ๓๒,๙๘๑.๙๐ |
บาท |
|
โดย
เฉลียว ราชบุรี
|
|||
![]()