ในโอกาสที่รถขนส่งเมืองแกลง หรือ ขสมก. หรือที่ชาวบ้านเรียกกันสั้น ๆ ติดปากว่า  "รถราง" อีกจำนวน ๒ คันจะมาถึงภายในสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๕๓ นี้ หลังจากที่ ๒ คันแรกได้เปิดวิ่งบริการมาตั้งแต่ราวเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๒ ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน และจาการที่เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลา ที่ต้องใช้ไปกับการคัดเลือกรูปภาพจำนวนมากมายอยู่เกือบสองสัปดาห์

รวมถึงเมื่อได้คัดเลือกรูปเพื่อ จะเอาไปประดับรถรางแล้ว จะต้องนำมาปรุงให้สวยงาม และลงตัวเหมาะสมจนแล้วเสร็จ และรู้สึกเหมือนได้ผ่านงานหนัก ๆ มาอีกชิ้นหนึ่ง จึงคิดว่าควรจะได้บันทึกที่มา และเรื่องราวไว้เป็นเชื้อสืบต่อไป

แต่เดิมเมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๔๖ ได้มีโอกาสไปที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาโดยมีสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ให้การสนับสนุน คนที่เคยไปย่อมรู้ว่า ที่นั่นเขามีสิ่งอันควรจดจำอยู่อย่างน้อยก็ สองอย่างคือ สะพานโกลเด้น เกท และรถรางประจำเมือง ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองนี้ โดยเฉพาะอย่างหลัง เป็นอะไรที่ผู้คนส่วนใหญ่ ของซานฟรานซิสโกได้ใช้ในการเดินทาง เป็นกิจวัตร และบริการสำหรับนักท่องเที่ยว

ครั้นเมื่อภายหลังได้เข้าร่วมมาตรการ รณรงค์การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศของโลก กับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเชื่อมโยงไปยังสถาบัน ICLEI (www.iclei.org) แล้ว มาตรการหนึ่งคือ การจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากยานยนต์ในการเดินทาง และนี้เองที่เป็นเหตุผลของการกำเนิดรถราง ขสมก.ขึ้นเพื่อลดการใช้ยานยนต์ส่วนตัว และเพื่อเป็นสวัสดิการ สำหรับประชาชนชาวเมืองแกลง

ย่างไรก็ดี เมื่อแรกที่จะมีรถรางประจำเมืองแกลงนั้น ก็ยังมิวายอดคิดถึงอัตลักษณ์ความงดงามของ รถรางไฟฟ้าที่ซานฟรานซิสโกไปเสียไม่ได้ แต่ที่นั่นเขาพัฒนามานานมากแล้ว จึงเห็นการตกแต่งรูปทรงของรถอย่างมีเอกลักษณ์ ที่สุดแล้ว

รถขสมก.สองคันแรกของเมืองแกลงที่ตัวถังทำจากเหล็ก และไม่อาจจะใช้วัสดุอื่นใดในภาวะขณะนั้นได้ จึงถูกกำหนดให้แสดงภาพการเดินทาง ของชาวเมืองแกลงในอดีตไว้กับตัวถังของรถ ทั้งการเดินทางโดยสัตว์พาหนะอย่างม้า เรือ รถโดยสารประจำทาง และแสดงภาพความเป็นอยู่ของชาวเมืองแกลงในอดีต สำหรับโอกาสครบ ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน

รถขสมก.สองคันแรกได้ออกวิ่งให้บริการโดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งได้กำหนดต้นทางปลายทางเพื่อที่จะพาคนจากบ้านเรือนไปที่สนามกีฬาและสวนสาธารณะ และเพื่อรับส่งนักเรียนไปกลับโรงเรียน รวมถึงในโอกาสสำคัญ ๆ อาทิ งานเทศกาลต่าง ๆ หรือให้บริการผู้มาทัศนะศึกษาดูงานในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้วิ่งเฉพาะพื้นที่ด้านทิศใต้ของถนนสุขุมวิท เนื่องจากรถขสมก.ยังมีเพียง ๒ คัน อยู่ในระยะเริ่มต้น ไม่ควรเสี่ยงข้ามถนนสุขุมวิทโดยไม่จำเป็น และด้วยความลงตัวในเรื่องของตารางเวลาในการเดินรถ

และก่อนที่จะมีคันที่ ๓ และ ๔ นั้น ได้มีการวางเส้นทางเดินรถสำหรับพื้นที่ ด้านทิศเหนือถนนสุขุมวิท และมีการนำรถสองคันแรกไปทดลองวิ่ง ทำให้ต้องมีการปรับลดขนาดความยาว ของรถลงเล็กน้อยเพื่อสามารถลดความกว้าง ของวงเลี้ยวให้สะดวกยิ่งขึ้น

ในท้ัศนะส่วนตัว ยังคงให้น้ำหนักความยากของเรื่องนี้ตรงที่ว่า เราจะออกแบบภาพด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้างตัวถังรถให้งดงามได้อย่างไร เพื่อให้เป็นอัตลักษณ์หนึ่งสำหรับรถรางของเมืองแกลง เพื่อให้รู้จักความเป็นเมืองแกลงมากยิ่งขึ้น และเพื่อบอกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในพ.ศ.๒๕๕๓ นี้ได้อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะถูกเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะถูกถ่ายเป็นภาพและจะอยู่กับเมืองแกลงไปอีกนาน

แน่ล่ะ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่ สร้างขยายขนาดจากแบบจำลองขนาดความสูง ๔๐ เซ็นติเมตรของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีขึ้น ณ สนามกีฬาและสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พระพรรษาในวันที่ ๑๓ มีนาคม ภาพพิธีการในวันดังกล่าว

และภาพของสุนทรภู่ในวัยหนุ่ม ที่แตกต่างจากสุนทรภู่ทีอนุสาวรีย์ตำบลกร่ำ เพื่อจะบอกว่าสุนทรภู่มาเยือนเมืองแกลงขณะมีอายุได้เพียง ๒๐ ปีได้ถูกปรุงและนำไปติดไว้ที่รถราง ขสมก. คันที่ ๓

ส่วนด้านข้างด้านหนึ่ง เป็นภาพการแสดงบนเวทีในงานบุญกลางบ้านปีนี้ ซึ่งได้เลือกเฟ้นภาพของนักแสดง ที่กำลังสร้างความสุขแก่ผู้ชมผ่านทางสีหน้า ท่วงท่าอันระคนความสุขไว้ด้วยเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง เป็นกลุ่มภาพที่แสดงสีสันบรรยากาศงานบุญกลางบ้านใน ๓ พื้นที่ด้วยกัน คือที่ถนนสุนทรโวหาร ที่ซอยศรีประชุมชล (ซอยศาลาต้นโพธิ์) และในแพนั่งชมการแสดงกลางน้ำ (Floating stage) ที่กองช่างทำไว้ทุกปี ภาพความเคลื่อนไหวเหล่านี้เปรียบปานไปก็เหมือนเป็นอวัยวะสำคัญ ของนายบุญกลางบ้านที่มีอายุล่วงเลยมาแล้วถึง ๖ ปี

เมื่อกล่าวถึงรถราง ขสมก. คันที่ ๔ ภาพขบวนเรือที่แห่จากด้านทิศใต้ของเมือง ขึ้นไปจากศาลาต้นโพธิ์ พร้อมต้นผ้าป่าบนหัวเรือเพื่อ ไปร่วมพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่ เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ปีนี้ ณ สนามกีฬาฯ เทศบาลซึ่งอยู่ในย่าน "บ้านดอนเค็ด" ซึ่งสุนทรภู่เคยมาเยือนเมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๙ เป็นภาพขณะผ่านบริเวณโรงเลื่อยเก่า ที่อยู่ตรงข้ามกับตรอกขี้หมู และไปไกล ๆ เห็นสะพาน ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน แสงเงา องค์ประกอบของภาพนี้งดงาม ชนิดที่ไม่ต้องตัดสินใจ เพราะมีตัวเลือกอื่นใด ๆ เลย สรุปได้ง่ายมากว่าต้องเป็นภาพนี้
ส่วนด้านหลัง เป็นภาพต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ อายุมากปลายตรอกขี้หมูที่ผู้คนไม่สู้จะผ่านตา เหมือนต้นโพธิ์ที่ศาลาต้นโพธิ์ มีการนำภาพสะพาน ๑๐๐ ปีฯ มาปรุงไว้ และภาพหมู่ของเด็ก ๆ ที่ช่วยกันให้กำลังใจ ลุ้นเอาใจช่วยเพื่อน ๆ ให้เหยียบหลัง เหยียบไหล่ ไต่เสาไม้ไผ่ขึ้นไปดึงแบ็งค์ที่ผูกไว้ที่ปลายยอด มีความงดงามตามธรรมชาติของเด็ก และแสดงถึงสภาพน้ำในแม่น้ำประแสที่หลายปีมานี้ สามารถจะโดดลงไปเล่นได้

ภาพด้านข้างรถคันที่ ๔ นี้ เป็นการตอบโจทย์ว่า หากเรานึกถึงเมืองแกลง อะไรที่เราเคยเห็นกันบ่อย ๆ สำหรับผู้คนในหลาย ๆ รุ่นวัย นั่นก็คือ อาคารโรงพักเก่าที่กำหนดให้ก่อสร้างใหม่ตามขนาดรูปทรงเดิมเพื่อจะมาเป็นหอประวัติเมืองกลง และสะพาน ๑๐๐ ปี บ้านตลาดสามย่านที่เราใช้ข้ามคลองประแสกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาแต่อดีต โดยภาพด้านข้างนี้ ได้นำเอาภาพทั้งสองบริเวณในอดีตปี พ.ศ.๒๔๖๖ มาผสมให้ได้เปรียบเทียบและบอกเล่าถึงความคุ้นเคยมาเนิ่นนานของสถานทั้ง ๒ แห่งนี้ โดยมีภาพเทวดาและนางฟ้า พร้อมขบวนกลองยาวแสดงถึงความรุ่งเรืองปิติมาเพิ่มสีสัน

ภาพอีกด้านหนึ่งที่เหลือ คือภาพที่แสดงถึงกลุ่มบ้านเรือนในพื้นที่ที่เคยรุ่งเรืองมาแต่อดีต คือบ้านบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอแกลงหลังเก่า ตั้งแต่ปากตรอกขี้หมู ไปจนถึงทางลงไปสะพาน ๑๐๐ ปีฯ บ้านด้านซ้ายเป็นภาพบ้านเก่าที่ยืนยาวมาจนปัจจุบัน ส่วนภาพเก่าโทนสีหม่นนั้น ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปมากพอสมควร แต่ก็ยังพอเหลือบ้านเก่าให้เห็นเป็นเค้าให้พอได้ชื่นใจอยู่บ้าง และเพื่อเป็นจุดสนใจ จึงได้ดึงเอาภาพนางรำที่ยิ้มแย้มและมีการแสดงออกถึงท่าทางการร่ายรำที่สมส่วน โดยเฉพาะนางรำด้านซ้าย พร้อมตัวโขนมาเป็นองค์ประกอบ

การเลือกภาพจากฐานข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้เป็นพัน ๆ ภาพจึงปรากฏออกมาที่ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ด้วยความทุกข์ใจเรื่องเวลาที่จำกัด ด้วยความยากในการเลือกสรร การค้นหาแก่นของเรื่องเพื่อประมวลให้เป็นภาพเดียว และการลงมือปรุงภาพให้งามของผู้ทำ ให้สมกับความพยายามของผู้ถ่าย เมื่อเสร็จแล้วก็โล่งใจ เพราะรถขสมก.นี้เป็นสมบัติของชาวเมืองแกลงทั้งเมืองที่จะใช้ร่วมกันไปอีกนาน หากคิดใช้ประโยชน์เพียงแค่สำหรับเดินทางไปมา ก็คงได้ประโยชน์เพียงส่วนเดียว
คุณค่าของขสมก.นี้จึงควรแสดงถึงอัตลักษณ์ของเมืองเพื่อให้รถขสมก.นี้ได้วิ่งตีกระดิ่ง แก๊งค์ ๆ แก๊งค์ ๆ ให้ผู้คนได้รู้สึกรัก ผูกพันและภาคภูมิใจในการอยู่เมืองแกลงอยู่ทุก ๆ วัน  

เขียนโดยนายกฯ สมชาย จริยเจริญ
ติดตามได้ผ่านทาง http://jumnunja.blogspot.com