ตั้งที่แต่โบราณกาล การทำนานั้นจะทำกันอย่างง่าย ๆ พึ่งพาเครื่องจักรมากมายนัก ชาวนาสมัยก่อนจึงได้รับการยอมรับจากสังคมว่า เป็นอาชีพที่มีแต่ความลำบาก เนื่องจากสิ่งจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำนานั้นจะมีที่เป็นตัวเอก ก็คือ คนกับควาย ดังเพลงที่เราได้เคยฟังกันว่า
“คนกับคนทำนาภาษาคน คนกับควายทำนาภาษาควาย คนกับควายความหมายมันลึกล้ำ

ลึกล้ำทำนามาเนิ่นนาน...” ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ชาวนาจะได้รับการขนานนามว่า “หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน” คนกับควายจึงมีความผูกพันกันมากกว่าปัจจุบันนี้

รูปแบบวิธีการทำนาก็เช่นกัน ไม่มีคน ไม่มีควาย ไม่มีข้าวให้เรากิน กระบวนการเริ่มจากใช้ควายไถนา ซึ่งก็มีการนำภาพจริงมาประพันธ์เป็นเพลงให้เราท่านได้รับฟังกันเช่น “ ทุ่งนาแดนนี้ไม่มีความหมาย เหลือเพียงกลิ่นโคลนสาปควาย เห็นคราบรอยไถแล้วเศร้า เห็นนาที่ร้างนั้นมีแต่ซางกับรวงข้าว... ”ดังนั้นความผูกพันของคนกับผืนนา และความรักของหนุ่มสาวจึงแยกกันไม่ออก สิ่งที่อยากจะสะท้อนให้ผู้คนได้เห็นอีกอย่างก็คือ กระบวนการหลังจากที่ได้นวดข้าวเปลือกแล้ว

และเป็นกระบวนการที่จะต้องทำความสะอาดข้าว รวมทั้งแยกข้าวรีบออกจากาวเปลือกก็คือการสรฝัดข้าว ด้วยภูมิปัญญาของคนโบราณในยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เขาก็เลยออกแบบเครื่องจักรออกมาให้มาทำหน้าที่นี้ โครงสร้างส่วนใหญ่ทำจากไม้เนื้อดีมีความทนทาน ใช้แรงงานคนใน การขับเคลื่อนการสีฝัด เริ่มจากมีช่องสำหรับเทข้าวเปลือกด้านบน หลังจากนั้นจะใช้คนออกแรงหมุนใบพัด ที่อยู่ด้านในเครื่องสีเพื่อให้เกิดแรงลม ยิ่งแรงเท่าไหร่ แกลบและข้าวเม็ดรีบก็จะปลิวออกมาจากเครื่ององสีฝัด โดยแกลบซึ่งมีน้ำหนักเบาก็จะปลิวตามแรงลมพร้อมกับฝุ่นละออง

ส่วนข้าวเปลือกที่สมบูรณ์นั้นจะมีน้ำหนักมาก ลมไม่สามารถพัดพาไปได้ก็จะไหลลงด้านล่าง ของเครื่องและไหลออกมาคนละช่องกับแกลบ ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านอันชาญฉลาดแบบนี้ช่วยให้ชาวนามีเครื่องทุ่นแรง และช่วยลดระยะเวลาในการทำงานไปได้มากทีเดียว
โรงสีข้าว”ข้าวแกลง” ของเราก็ใช้เครื่องมือตัวนี้ ในการทำความสะอาดข้าวเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่ทุกท่านจะได้รับเพิ่มเติม จากการรับประทานข้าว ”ตราข้าวแกลง” ของเราแล้ว ท่านจะได้ซึมซับบรรยากาศ อันเป็นไปด้วยธรรมชาติ ลดการปลดปล่อย คาร์บอนไดอ็อกไซด์ โดยไม่จำเป็น จากนี้ไปเราจะเริ่มย้อนรอยอดีตให้ท่านได้รู้สึกและเข้าใจ สิ่งเดียวที่อยากขอก็คือ” จงเคี้ยวข้าวตราข้าวแกลงช้า ๆ ใช้สัมผัสทางกลิ่นให้รับรู้ถึงความหอมกลุ่นละมุนละไม ใช้สัมผัสทางการรับรสให้รู้ซึ้งถึงความหวานของข้าวที่เรารับประทาน หากเรารับประทานอย่างเร่งรีบแล้ว อยากจะบอกกับท่านว่า รับประทานข้าวยี่ห้ออะไร ก็ไม่ต่างกัน  ใช้จินตนาการทางความรู้สึกนึกคิดจินตนาภาพให้เห็น ท้องทุ่งนา และกระบวนการ ๆ ผลิตที่เป็นธรรมชาติของเราแล้ว จะแสวงหาความสุข จากการรับประทานข้าวอย่างนี้ได้จากที่ไดได้อีกเล่า?”

December 21, 2010