ถ้าเอ่ยถึงงานบุญกลางบ้านซึ่งเทศบาลตำบลเมืองแกลงเพิ่งได้จัดขึ้นและเสร็จสิ้นลงไปแล้วเป็นปีที่ 5 เมื่อวันที่ 1 ถึง 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาแล้ว ต้องกล่าวไว้เป็นประเด็นเสียหน่อยว่า สำหรับการจัดงานแต่เดิม 4 ครั้งก่อนหน้านั้น จะจัดขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคม ของทุกปี

        แต่ปีนี้ เผอิญมีการเลือกตั้งสส.ในช่วงเวลาดังกล่าวประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเมื่อได้เลื่อนมาเป็นราวสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคมก็ตรงกับช่วงการถวายความอาลัยในการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่สุดแล้วจึงเลื่อนมาช่วงเดือนกุมภาพันธ์นั่นเอง
         และเหตุที่แต่เดิมได้จัดกันในราวเดือนธันวาคมนั้น ก็นับเอาการจัดงานครั้งแรกเป็นหลัก ด้วยจัดขึ้นภายหลังจากที่เทศบาลฯ ทำการก่อสร้างศาลาต้นโพธิ์หลังใหม่ขึ้นแทนหลังเดิมที่ชำรุดผุพังไปตามสภาพกาลเวลา กอปรกับเห็นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะ เพราะเป็นช่วงฝนแล้งและใกล้เทศกาลปีใหม่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง

         และว่าที่จริง ก็ยังมีข้อสังเกตสำหรับจำนวนครั้งของงานบุญกลางบ้านที่ได้จัดขึ้นนั้น ได้เริ่มกันมาแต่เดือนธันวาคม 2546 หากคำว่า “ประเพณี” หมายรวมถึงงานต่าง ๆ ที่ได้จัดหรือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว งานบุญกลางบ้านก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นประเพณีได้ เพราะเพิ่งเปรียบเหมือนเด็กวัย 5 ขวบเท่านั้นเอง

         แต่หากสงสัยว่า มีเหตุผลกลใดจึงได้จัดงานบุญกลางบ้านขึ้นก็จะอธิบายได้ดังนี้

          ประการแรก แต่เดิมที่ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกก็ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้เป็นงานฉลองศาลาริมน้ำคลองประแสหลังใหม่ ซึ่งการก่อสร้างศาลาต้นโพธิ์หลังนี้ ถือเป็นโครงการสำคัญหนึ่งในหลาย ๆ โครงการหรือมาตรการในงานฟื้นฟูอนุรักษ์แม่น้ำประแส ภายหลังจากที่ขาดการเหลียวแลเอาใจใส่มาช้านาน ด้วยบทบาทด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำที่ลดลงเพราะมีถนนหนทางเข้ามาแทนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ย้อนหลังไปก่อนปี พ.ศ.2500 และด้วยแนวทางความคิดของการพัฒนาเมืองในต่างยุคต่างสมัยที่แตกต่างกัน

         ประการต่อมา เมื่อเข้าสู่ปีการจัดงาน ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2547 ภายหลังจากที่เทศบาลฯ ได้ลงมือปฏิบัติการเกี่ยวกับคลองประแสมาได้กว่าสองขวบปี ก็ยิ่งได้ซึมซับและตระหนักในความสำคัญอย่างยิ่งยวดของทรัพยากรธรรมชาติประจำเมืองชิ้นนี้ ที่เราต้องอาศัยน้ำดิบจากคลองในการผลิตน้ำประปาเลี้ยงประชากรในเมืองแกลง และเมื่อสภาพคลองดีขึ้น เม็ดเงินซึ่งเกิดจากการจับกุ้งหอยปูปลาก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ชาวประมงเรือเล็ก ได้มีรายได้ยังชีพกันได้อย่างมีความสุขตามอัตถภาพเป็นทอด ๆ ไป

         และเหนือสิ่งอื่นใด จากการปฏิบัตการสืบค้นข้อมูลประวัติความเป็นมา แห่งบ้านเมืองตนมาได้ระยะหนึ่ง ได้พบว่าจะเป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตก็ดี ที่มีการบันทึกเรื่องราวปรากฏเป็นเอกสารก็ดี หรือจากการสืบเสาะค้นหาภาพเก่าก็ดี กล่าวได้ทีเดียวว่า เรื่องราวต่าง ๆ ในเมืองแกลงล้วนมีความผูกพันกับคลองประแสอย่างยิ่ง จะเป็นเรื่องผู้คน เรื่องของทางราชการ  การดำเนินชีวิต การทำมาค้าขาย  การเดินทาง ฯลฯ  ถึงขั้นที่กล่าวได้โดยสนิทใจว่า หากไม่มีคลองประแส อาจไม่มีเมืองแกลงก็เป็นได้ เพราะชุมชนเมืองแกลงจากการสันนิษฐานไม่ว่าจะเป็นเมืองแกลงที่ท่านกวีเอกสุนทรภู่ ว่าไว้ในนิราศเมืองแกลง ให้เข้าใจได้ว่าเคยตั้งอยู่บ้านดอนเค็ด ย่านวัดโพธิ์ทองพุทธาราม เมื่อปี พ.ศ.2349 หรือจะเป็นเมืองแกลงที่เคยมีผู้สันนิษฐานกันว่าอยู่ที่บ้านปากน้ำประแสในยุครัชกาลที่ 5 ก็อยู่แนบชิดกับคลองประแสทั้งสิ้น ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงที่ตั้งบ้านเรือนของเจ้าเมืองเมืองแกลงในอดีตที่อยู่ริมคลองทั้งที่ดอนเค็ด และที่บ้านสามย่านปรากฏหลักฐานให้ได้ทราบกันกระทั่งปัจจุบัน

         สิ่งเหล่านี้จึงเป็นต้นเชื้อที่ทำให้ได้ตระหนักในคุณค่าคลองประแส และเป็นเหตุผลสำคัญของการจัดงานบุญกลางบ้านขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

         ประการที่สาม ก็ด้วยฐานทางความคิดที่ว่า คลองประแสจะดีหรือแย่นั้น ล้วนย่อมเกิดมาจากน้ำมือคน  จึงฉะนั้นได้คิดว่าทำอย่างไรจะให้คนหวนกลับมาเห็นคลอง หลังจากที่ละทิ้งห่างหายกันไปหลายสิบปี “มาตรการขนคนไปยลคลอง” ด้วยวิธี หรือรูปแบบต่าง ๆ จึงถูกปรุงขึ้น และงานบุญกลางบ้านนี้เองก็เป็นหนึ่งในมาตรการขนคนไปยลคลองนั่นเอง  เพื่อให้ผู้คนได้ใกล้ชิด ได้กลับมาเยือนสำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์คลองมาในอดีต ได้กลับมายลสำหรับคนรุ่นหลัง ๆ ที่ยังไม่เคยได้สัมผัส เพราะความมั่นใจที่ว่าเมื่อใดที่ผู้คนได้เห็นได้สัมผัสธรรมชาติประจำเมืองนี้แล้ว มีก็รังแต่จะช่วยกันดูแลรักษาโดยไม่คิดทำลายอย่างแน่นอน

         และด้วยความเชื่อว่า สำหรับงานด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่อาจวางแผนหรือจัดทำโครงการในลักษณะเป็นชิ้น ๆ เป็นท่อน ๆ เสร็จแล้ว ก็แล้วกันได้ ในทางตรงกันข้าม งานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง ต้องไม่บริหารโครงการแบบวูบวาบแล้วหายวับ แต่ต้องบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาว ซ้ำ ๆ ทุกปีไป

         ที่สุดแล้ว งานบุญกลางบ้านจึงถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนเข้าขวบปีที่ 5 โดยมีอัตลักษณ์สำคัญที่เป็นรูปแบบของงานอยู่หลายส่วนดังจะได้กล่าวต่อไปนี้
การให้ชื่อตอนในแต่ละปี    
         เพราะอย่างน้อยที่สุด การที่การจัดงานแต่ละปีจะถูกกำหนดชื่อตอนไว้ ย่อมหมายถึงว่า เมื่อปีนี้มีชื่อตอนแล้ว ปีหน้าย่อมจะต้องมีชื่อตอนกันต่อไปอย่างไม่ขาดตอน เพื่อว่างานจะไม่ต้องถูกตอนลบออกไป โดยการให้ชื่อตอนนั้น ได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่การจัดงานครั้งที่ 2 เรื่อยมาดังนี้

         ตอน “ท่องนที ศรีประชุมชล” ปีที่ 2 ในคราวนั้น จากแนวคิดในการให้มีชื่อตอนตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น และเป็นจังหวะเดียวกับที่ได้พิจารณาว่า เทศบาลฯ ได้ฟื้นฟูคลองประแสมาระยะเวลาหนึ่งแล้วคือกว่าสองปี คุณภาพน้ำดีขึ้นมามาก เส้นทางคลองก็กว้างขวางและไม่รกชัฎเพราะมีการขุดลอกปรับแต่งสภาพให้ไม่เหมือนก่อน จึงน่าที่จะให้ผู้คนได้เริ่มเข้ามาสัมผัสได้ กอปรกับคณะกรรมการในโครงการย้อนอดีตเมืองแกลง ว่าด้วยการกำหนดชื่อถนนซอยโดยนำรายชื่อตำแหน่ง ราชทินนามของผู้มีส่วนในบ้านเมืองยุคอดีตมาใช้ ได้กำหนดให้ถนนสุนทรโวหาร ซอย 5 หรือตรอกลุงร่ม หรือซอยศาลาต้นโพธิ์ มีชื่อซอยว่า “ซอยศรีประชุมชล” ที่มีชื่อมาจากขุนศรีประชุมชลในอดีต จึงได้ผสมคำให้ได้ตามเจตนาว่า ตอน “ท่องนที ศรีประชุมชล”

         ครั้นพอเข้าขวบปีที่ 3 ของการจัดงาน ซึ่งตรงกับปลายปี พ.ศ.2548 ได้พิจารณาแล้วว่า เราจะยกระดับคลองประแสของเราให้ผู้คนได้ซึมซับรับเอาคุณค่าแห่งคลองนี้เพิ่มขึ้นได้อย่างไรอีก แม้ผู้คนจะได้สัมผัสกับคลองในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมก็ตาม จึงได้กำหนดชื่อตอนในปีนั้นว่า “เพริศทัศนา สายคงคา ค่าควรเมือง” อันหมายถึง การได้เห็นคลองประแสสายนี้ว่างามล้ำค่าเป็นศรีเป็นสง่าคู่ควรกับเมืองแกลงของเรานั่นเอง

         เมื่อมาถึงปีที่ 4 ที่ได้เห็นพัฒนาการด้านต่าง ๆ อันเกี่ยวกับแม่น้ำประแสสายนี้ ที่มีทั้งอาสาสมัครพิทักษ์คลองประแสอย่างกลุ่มนักสืบสายน้ำที่อบรมไปนับร้อยคนแล้วก็ดี ผู้เข้าใช้ประโยชน์ก็มีช่องทางทำกินเพิ่มมากขึ้น จะเป็นการจับสัตว์น้ำ การเพาะเลี้ยงกุ้งริมคลองก็ดี การเกิดอาชีพใหม่คือการท่องเที่ยวก็ดี เมื่อน้ำมีคุณภาพดีขึ้น ย่อมเอื้อต่อการประกอบการของคนจำนวนมากขึ้น รวมถึงการมีน้ำประปาใช้ในราคาลูกบาศก์ละเพียง 4 บาทก็ด้วยเพราะต้นทุนน้ำดิบจากคลองสายนี้ 

         จึงได้ให้ชื่อตอนไว้ว่า “สมจินตธารา ดั่งปวงเทพเทวา นฤมิต” ที่ประสงค์จะอรรถาธิบายว่า คลองประแสนี้เองที่ทำให้ผู้คนชาวเมืองได้สมใจสุขใจ เหมือนดั่งเทพเทวดาฟ้าดินได้บรรจงสร้างไว้ให้เราได้อยู่ได้ใช้กันมานานแสนนาน

         ส่วนในปีล่าสุดที่ควรต้องจัดในปลายปี พ.ศ.2550 แต่ต้องเลื่อนมาเป็นกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ.2551 นั้น ยังคงมีเป้าหมายที่จะสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นที่เราทั้งหลายจะต้องดูแลรักษาคลองประแสสายนี้กันต่อไป โดยหันมาให้ความสำคัญกับระบบนิเวศน์คลองประกอบกันไปพร้อม ๆ กัน จึงได้ให้ชื่อตอนว่า “สาครยังชีวา เย็นพนามัจฉาชื่น ภุมริน” ที่ต้องการสื่อว่าน้ำให้ชีวิต ให้ความชุ่มชื้นแก่ป่าไม้ และหมู่ปลาใหญ่น้อยรวมถึงแมลงภู่ผึ้งและหิ่งห้อยที่เป็นห่วงโซ่ เป็นวงจรของระบบนิเวศน์ตามธรรมชาตินั่นเอง

ของดี ...ของที่การันตี...ของที่มีดีกรีเท่านั้นจึงจะมาคลองบ้านฉันได้
         ด้วยการให้น้ำหนักความสำคัญดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงคิดต่อไปว่าอะไรเล่าที่จะคู่ควรกับคลองประแสสายสำคัญนี้ของบ้านเรา จึงรูปแบบการจัดงานบุญกลางบ้านนั้น จะกระทำอย่างหยาบมิได้ จะจัดกล้อมแกล้มพอเป็นพิธีอย่างเสียมิได้ก็ไม่ได้ แต่กลับต้องคิดละเอียด ต้องบูชาคุณแห่งคลองด้วยการ “ปฏิบัติบูชา” ที่สุดแล้วรูปแบบรายการมหรสพบนเวทีจึงต้องพิจารณากันอย่างพิถีพิถัน ดังจะเห็นจากทุกปีที่ได้จัดงานมา จะต้องจัดหาศิลปะการแสดงที่ควรค่า จัดหาศิลปินที่ชื่อชั้นประกันคุณภาพได้ ซึ่งค่อนไปทางศิลปินแห่งชาติเสียโดยมากตลอดมา กล่าวโดยย่อย่อมเป็นที่รู้จัก ตั้งแต่นาฏศาลา หุ่นละครเล็กคณะโจหลุยส์เธียร์เตอร์ การแสดงผูกปีอย่างโขนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ จันทบุรี และแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์  หรือศิลปินแห่งชาติรับเชิญอย่างเพลิน พรมแดน ผ่องศรี วรนุช ชาย เมืองสิงห์ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ หรือเสรี รุ่งสว่าง รวมถึงวงสุนทราภรณ์ และนักร้องอมตะอย่าง สวลี ผกาพันธุ์ รวงทอง ทองลั่นทม

         ขณะที่อีกฟากความคิดหนึ่งของการแสดง คือการคัดสรรเอาศิลปะการแสดงมีชื่อจากภาคต่าง ๆ ของประเทศได้มาประชัน และได้มาแสดงให้ผู้คนได้ชื่นชม

สะพาน และเวที  ในวารีคลองประแส  
         ก็เพราะจุดประสงค์จะให้ประชาชนได้หันมายลคลองอย่างใกล้ชิดนั้นมิใช่หรือ โจทย์ตรงนี้จึงมีคำตอบออกมาเป็นการทำสะพานไม้ข้ามคลองเป็นการชั่วคราวระหว่างงาน ซึ่งผู้คนพอใจที่ได้ข้ามไปมากันมาก ขณะที่เวทีแต่แรกนั้น เริ่มต้นที่ลานพื้นทรายล้างหน้าองค์พระประกายแสงทิพย์เมื่อฉลองศาลาต้นโพธิ์ครั้งแรก ครั้นย่างสู่ปีที่ 2 จึงได้คิดอ่านทำเวทีเป็นแพลอยน้ำ หรือเรียกให้โก้เท่ห์ ว่า “ floating stage” คนที่มาชมการแสดงก็นั่งบนแพลอยน้ำส่วนหนึ่งเช่นกัน อีกส่วนหนึ่งก็ต่อเป็นอัฒจันทร์ไม้นั่งกันริมน้ำ

         แพลอยน้ำนี้ทำกันอยู่สองปี ซึ่งเดือนธันวาคมของทุกปีนั้น ช่วงกลางคืนเป็นจังหวะระดับน้ำลดลงเสมอ แพลอยน้ำและแพคนดูก็ลดระดับตามระดับน้ำลงไปด้วย คนที่อยู่ริมน้ำก็ต้องเขย่งขาชะโงกหน้าก้มลงไปดูตามระดับน้ำ ที่สุดแล้วเมื่อการจัดงานครั้งที่ 4 จึงเปลี่ยนมาเป็นการปักเสาไม้สนลงไปในคลองแล้วสร้างเวทีชั่วคราวขึ้นมา ระดับน้ำขึ้นลงไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป แต่แพคนดูและเวทียังต้องคงเอกลักษณ์ไว้คือ อยู่ริมน้ำและในน้ำคลองประแส ส่วนปีล่าสุดนั้นจะต่างจากปีที่ 4 อยู่ก็ตรงที่ ทั้งสะพานก็ต้องสร้างให้มีทางเดินกว้างขึ้นและเสริมให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้น แต่ก็ยังไม่วายเกิดอาการทรุดด้วยคนมากมายเหลือเกิน และทั้งเวทีและแพรวมถึงอัฒจันทร์คนดูก็ต้องเพิ่มพื้นที่การแสดง เพิ่มขนาดของแพและอัฒจันทร์คนดูให้จุได้เพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน

มหรสพการแสดงสำเริงสำราญ ทำบุญทำทานเบิกบานใจ  
         นี่เป็นอีกอัตลักษณ์เฉพาะตัวหนึ่งของงานบุญกลางบ้าน ที่ต้องครบเครื่องและเข้าได้กับอุปนิสัยใจคอของคนบ้านเรา ที่ต้องควบรวมเอามหรสพความบันเทิงไว้กับการทำบุญและทำทาน และมหรสพนั้นมิได้หมายถึงเฉพาะเพียงแต่มาเพื่อเสพความบันเทิงจากการชมเท่านั้น เพราะสำหรับชุมชนต่าง ๆ ทั้ง 13 แห่ง เวทีมหรสพนั้นได้จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการแสดงของทุกชุมชน ที่เป็นการมีส่วนร่วมกับงานบุญกลางบ้านในเชิงลึก หมายถึงต้องมีการฝึกซ้อมกันมาพอสมควร ได้เรียนรู้ ได้ดูใจ ได้อาศัยพึ่งพาช่วยเหลือกันกว่าจะขึ้นเวทีประกวดประขันกันได้ เป็นความรู้สึกที่จะได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพในทุก ๆ ส่วนงานของทุกชุมชน และชมรม มากน้อยแล้วแต่ศักยภาพขีดความสามารถและความพร้อม   ส่วนการทำบุญทำทานนั้นจะห็นได้จากการนิมนต์พระมาสวดมนต์ถวายภัตตาหารเช้าที่ศาลา นัยเพื่อเป็นโอกาสทำบุญกรวดน้ำให้แก่บรรพบุรุษ ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วประการหนึ่ง และเพื่อเป็นการทำบุญให้กับบ้านเมืองอีกประการหนึ่ง ที่ต้องกล่าวว่า ได้ทำกันมาตลอด เป็นเพียงแต่ว่าในสองปีแรกนั้น มิได้ไปนิมนต์พระจากวัดโพธิ์ทองพุทธารามกันทางเรือ การนิมนต์พระทางเรือมาเริ่มในขวบปีที่ 3 เมื่อมีความมั่นใจว่าสามารถจะทำได้อย่างต่อเนื่องจากนี้สืบไปแล้ว และปรับปรุงรูปแบบขบวนเรือรวมถึงชาวบ้านร้านถิ่นที่ประทินโฉมกันมา ในรูปแบบชุดไทยหลายยุคให้สวยงามพร้อมเพรียงคึกคักอิ่มใจเรื่อยมา พร้อม ๆ กับการปล่อยพันธุ์กุ้งปลาที่เป็นการทำทานให้ชีวิตก็ไม่เคยเว้นที่จะถือปฏิบัติ
กลิ่นอายเก่า ๆ... รวมเอาหลายอย่างที่เคล้ากันไปได้มาไว้รวมกัน  
         ในบรรยากาศของงานบุญกลางบ้านนั้น แม้น้ำหนักงานจะอยู่ที่หลาย ๆ ส่วนเช่น บนเวทีการแสดง การทำสะพานข้ามคลอง การแห่เรือรับพระ ฯ แต่เครื่องเคียงของงานที่จะกล่าวต่อไปนี้ก็มีความสำคัญดุจกัน ทั้งการจัดทำสูจิบัตรที่บรรจงพิถีพิถันจัดทำต่างกันไปทุกปีและจัดส่งเชื้อเชิญให้ท่านเจ้าของบ้านในเมืองแกลงได้มาร่วมงาน ที่มีหลายคนเก็บสะสมเป็นคอลเลคชั่นไปแล้ว ทั้งห้องแสดงภาพเก่าวิถีชีวิตผู้คนชาวเมืองแกลงในอดีตที่จะเก่าอย่างไร ผ่านการแสดงมากี่ครั้ง คนก็ยังถวิลหาเพื่อได้ซึมเสพความรู้สึกดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ในบ้านเราไว้ หลายคนมาเห็นภาพตนในวัยหนุ่มสาวหรือเมื่อยังเยาว์วัย แม้จะพิศดูแค่ชั่วพลันชั่วแล่น แต่ก็อดชี้ชวนเชื้อเชิญบอกเล่าเก้าสิบถึงเหตุการณ์ในอดีตให้ฟังกันมิได้  การจัดนิทรรศการของโรงเรียนต่าง ๆ ที่เป็นเหมือนการได้เปิดพื้นที่สำหรับเด็กนักเรียนได้รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ต่อภาคสังคมและชุมชน การมอบเกียรติบัตรเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองในด้านต่าง ๆ เพื่อให้สังคมได้รับรู้และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม  การดูโหราศาสตร์ การจำหน่ายหนังสือ การนวดแผนไทย การออกร้านรวงของชมรมร้านอาหาร การปิดทองไหว้พระ มุมถ่ายภาพเก่าย้อนยุค หรือมุม “จารึกกายใจ ไว้ในเมืองแกลง” การแข่งขันเรือพาย การชกมวยทะเลในคลองประแส การชกมวยเวทีผ้าใบ การเล่นนาวาพาโชค สาวน้อยตกน้ำ ฯ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเครื่องชูรสให้งานบุญกลางบ้านได้กริ่มกรุ่นกลมกล่อมละมุนละไมไปกับกลิ่นอายเก่า ๆ ของบ้านเราได้เป็นอย่างดี
         ประการสุดท้ายที่ถือเป็นหัวใจอิติปิโสของการคิดจัดงานบุญกลางบ้านขึ้นนั้น ยอมรับว่าเกิดจากความวิตกจริตคิดห่วงอนาคตที่ว่า เมื่อวันใดที่หมดภาระหน้าที่จากเทศบาลนี้ไปแล้ว คลองประแสที่สำคัญหนักหนาด้วยเหตุผลข้างต้นจะเป็นอย่างไร

         เช่นนั้น จึงได้ผูกเรื่องงานบุญกลางบ้านนี้ขึ้น ให้เป็นการจัดงานที่ต้องอยู่บริเวณคลองประแส แม้ที่ทางจะคับจะแคบ แต่ก็เหมือนจะบังคับกันกลาย ๆ ให้ผู้คนได้มาพบปะเจอะเจอกันได้บ้าง อย่างน้อยก็ปีละครั้ง มีกิจกรรมในงานที่ผูกพันกับคลอง และที่สำคัญนั่นคือ ต้องจัดงานบุญกลางบ้านขึ้นมาให้ตราตรึง และดียิ่ง ๆ ขึ้นทุกปีไป เพื่อให้ผู้คนประทับใจและเฝ้ารองานบุญกลางบ้านนี้กันไปทุกปี

         เมื่อใดที่เทศบาลฯ ซึ่งจะเป็นใครก็แล้วแต่ คิดจัดงานบุญกลางบ้านนี้ขึ้น หากมิได้จัดขึ้นบริเวณคลอง สังคมย่อมสงสัย หรือหากมิได้จัดงานบุญกลางบ้านอีกต่อไป สังคมย่อมถามหาและใคร่ได้คำตอบว่าเหตุใดจึงพับงานบุญกลางบ้านนี้เสีย

         แต่หากเทศบาลฯ ซึ่งจะเป็นใครก็แล้วแต่ยังคิดที่จะจัดงานนี้ขึ้น นั่นหมายถึงน้ำคลองประแสและคลองประแสย่อมต้องได้รับดูแลรักษาเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง ซึ่งนั่นหมายถึง ระบบนิเวศน์คลองยังพร้อมที่จะให้เราได้มีน้ำไว้ใช้ทำน้ำประปา ใช้เลี้ยงชีพด้วยการจับและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และใช้เป็นที่พักพิงให้เราได้ภาคภูมิใจถึงสิ่งที่ล้ออยู่เคียงข้างประวัติความเป็นมาของบ้านเมือง

         และหากเมื่อใดก็ตามที่ยังคิดจัดงานนี้ขึ้น แต่น้ำคลองประแสมีปัญหา คุณภาพแย่ น้ำเสีย ย่อมเป็นเพราะขาดการเหลียวแลเอาใจใส่ กายภาพที่ปรากฏขึ้นในคลองย่อมจะฟ้องประจานผลงานของคนจัดนั่นเอง จนที่สุดแล้วบางทีอาจส่งผลถึงการใคร่ครวญยอมรับด้านมิติการพัฒนาเมืองของประชาชนต่อนักการเมืองท้องถิ่นได้ในที่สุด

         ทั้งหลายทั้งปวงของงานบุญกลางบ้านจึงถูกผูกโยงเอาหลายสิ่งหลายอย่างไว้เป็นปมเงื่อนด้วยประการฉะนี้นี่เอง

     
February 8, 2008