หลักสูตรท้องถิ่นเกี่ยวกับการทำนาและการเกี่ยวข้าวของชุมชนดอนมะกอก

     หลังจากที่เกี่ยวข้าวกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลานวดข้าว เอาเมล็ดข้่าวออกจากรวง เพื่อนำมาสีเป็นสีข้าวสารต่อไป ซึ่งการปลูกข้าวของดอนมะกอก ในครั้งนี้ ทำการนวดข้าวได้ข้าวเปลือกประมาณ 3 เกวียน
การทำนา    
- เป็นอาชีพ จากบรรพบุรุษของชาว ไทย ทุกจังหวัดในประเทศไทยมีการเพาะปลูกข้าว  มากบ้าง  น้อยบ้าง  ตามสภาพของพื้นที่เกษตรกรที่ปลูกข้าว  มีการปลูกเพื่อขาย และปลูกเพื่อพอกินในครัวเรือนแต่ละปี  ตามพระราชดำริของในหลวง
- ในสมัยก่อน การปลูกข้าวต้องอาศัยธรรมชาติที่จะเอื้ออำนวยให้ชาวนา 
ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ก็ทำให้ข้าวปลาธัญญาหารอุดมสมบูรณ์  ถ้าปีไหนฝนฟ้าตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล  ข้าวปลาอาหารก็ไม่ได้ผล  ดังนั้น ชาวนา  จึงต้องปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับธรรมชาติ
- การทำนาของชาวชุมชนดอนมะกอก  ก็ไม่แตกต่างจากที่อื่นๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในอดีต  ที่นาของชุมชนมีทั้ง  “ นาลุ่ม” และ
นาดอน ”  (นาลุ่ม คือ นาที่น้ำท่วมขังนาน ส่วนนาดอน คือนาที่น้ำท่วมขังน้อย  การใช้พันธุ์ข้าวปลูกก็ต่างกัน  มีพันธุ์ ข้าวหนัก และ ข้าวเบา  (ข้าวหนักใช้เวลาเก็บเกี่ยว 5 เดือนเศษ  ข้าวเบาใช้เวลา เก็บเกี่ยว 3 เดือน  ที่นาเกือบทั้งหมดในแถบของชุมชนจะทำนาได้ปีละ 1 ครั้ง  เพราะชุมชนตั้งอยู่บริเวณคลองดอนมะกอก  น้ำทะเลขึ้นถึง  เมื่อ เวลาฝนตก น้ำจืด ทำนาได้  เมื่อหน้าแล้งซึ่งเป็นเวลานานฝนไม่ตกน้ำ
ก็เค็ม  ทำนาไม่ได
- เมื่อฝนเริ่มตก  ประมาณเดือน พ.ค. -  มิ.ย. ของทุกๆ ปี  ชาวนา  เกือบทุกหลังคาเรือนในชุมชน จะทำนาเพื่อพออยู่พอกินในครัวเรือนเท่านั้น
ปัจจุบันดอนมะกอก  มีที่นาที่ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าเกือบทั้งหมด  แต่บางส่วนก็นำที่นาเดิมมาปรับเปลี่ยนเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง 
มีเพียงชาวนาดั้งเดิม  1 – 2  ราย เท่านั้นที่ยังทำนาอยู่
- ก่อนที่ชุมชนจะได้เริ่มทำนาแปลงสาธิตนี้  เป็นความคิดริเริ่มของ นายสมชาย  จริยเจริญ นายเทศมนตรีตำบลเมืองแกลง 
ทางชุมชนได้รับงบค่าใช้จ่ายจากเทศบาล และเริ่มลงมือทำนาในเนื้อที่นาประมาณ  5 – 7 ไร่  ได้อาศัยความรู้ของชาวนารุ่นเก่าของชุมชน  ปรึกษาหารือ รื้อฟื้น การทำนากันอีกครั้ง  แต่ปัจจุบันขาดแรงงานการทำนา  และขาดควายที่จะไถนา  ทั้งๆที่ ดอนมะกอกมีควายหลายสิบตัว  แต่ไม่ได้สอนให้ควายไถนา ควายจึงทำนาไม่เป็น นวดข้าวทำลานไม่ได้  การไถนาจึงต้องอาศัยควายเหล็ก  แต่ท่านนายกสมชายฯ ปรารภว่าอยากเห็นการ ลงแขกดำนาและเกี่ยวข้าว  การทำนาสาธิตแปลงนี้จึงมีการ ลงแขก ดำนา  เมื่อวันที่ 18  มิถุนายน 2552  ที่ผ่านมาและจะมีการลงแขกเกี่ยวในวันที่  6  ธันวาคม  2552  นี้อีกครั้ง
วิธีการทำนา
การทำนาแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ  ดังนี้
  1.เตรียมพันธุ์ข้าว  ข้าวหนักหรือข้าวเบา
2.เตรียมแปลงนา  สำหรับตกกล้า
3.เตรียมผืนนาสำหรับนาดำหรือนาหว่าน
4.เตรียมการดูแลตลอดถึงการเก็บเกี่ยว
5.เตรียมความพร้อมกับการเก็บรักษาข้าว
การเตรียมพันธุ์ข้าว

- พันธุ์ข้าวเปลือก 1 ถัง  ต่อนา  1 ไร่
- นำข้าวเปลือกที่เตรียมไว้แช่น้ำ 1 คืน  แล้วนำมาเทใส่เสื่อกล้าที่ผูกหูไว้ 4 หู เอาใบตองรอง  เกลี่ยข้าวให้บางๆ ทั่วกันแล้วปิดด้วยใบตองอีกครั้ง  รดน้ำทุกเช้า – เย็น อยู่ในที่ร่ม ทำเช่นนี้ 3 วัน 3 คืน  ข้าวเปลือกเริ่มงอกแล้ว พร้อมจะนำไปหว่านที่นาที่จะตกกล้า

การเตรียมนาสำหรับตกกล้า
- เนื้อที่ตกกล้า  100 ว้า  หว่านกล้าได้ประมาณ 5 ถัง  เลือกที่นาที่จะตกกล้า  ต้องเป็นที่ดินปนทราย  น้ำไม่ท่วมขัง  เริ่มไดเวียนขวา  ทิ้งไว้จนหญ้าตาย  ไถก่อนนำข้าวไปแช่น้ำ 1 เดือน เมื่อหญ้าตายแล้ว ต้องไถดะ โดยเวียนซ้ายทำดินให้เป็นขี้เทือก  ช่องทำไถดะเรียกว่า  ตีหนะ  ช่วงที่ทำตีหนะ  เริ่มนำพันธุ์ข้าวไปแช่น้ำ จนครบ 3 วัน  วันที่ 3  ทำเทือก
- ทำเทือก  คือทำดินให้เรียบ  ลูบดินด้วยต้นกล้วย  เพื่อความเรียบของขี้เทือก โดยการใช้ต้นกล้วยผูกหลังคราด แล้วคนจะเดินช่องระหว่างคราดกับต้นกล้วย  หลังจากนั้น
- ชักร่อง  คือการทำร่องเป็นร่องลึกกว่าขี้เทือก  โดยใช้  หัวหมู  ทำให้ดินเป็นร่องตลอดแนว  จากที่สูงกว่าไปหาที่ต่ำ เพราะต้องการให้น้ำไหลลงร่อง  และคนเดินหว่านกล้าได้ลัดต้นกล้าจะช้ำ  อายุการใช้งานของกล้าคือ  1 เดือน  10  วัน  
เมื่อถึงเวลาถอนกล้า  ต้องถอนแล้วมัดเป็นกำ  เวลาถอนต้องก้มลงดึงทั้ง 2 มือ แล้วนำรากฟาดกับฝ่าเท้าหรือหน้าแข้ง  เพื่อให้ดินหลุด  แล้วนำไปวางมัดเป็นกำ  แช่น้ำแฉะๆ  เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น  ก่อนนำไปดำต้องถอนทิ้งไว้ 1 – 2 คืน  เพื่อต้นกล้าจะแข็งแรง
ผืนนาสำหรับนาดำ  หรือนาหว่าน
- ต้องเตรียมไถกลบให้หญ้าตายทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน  หลังจากนั้น ไถอีกครั้ง  เรียกว่า  ไถดะ  ทิ้งไว้ประมาณครึ่งเดือน  แล้วตีหนะ  และ
ไถแปร
  ทิ้งไว้ 2 – 3 วัน จึงลูบเทือก เมื่อลูบเทือกแล้วต้องรีบดำหรือหว่าน มิเช่นนั้น  ถ้าฝนตกดินจะกลับ  จะดำยาก  ถ้าหว่านข้าว  รากของกล้าก็จะไม่จับขี้เทือก  เพราะขี้เทือกถูกฝน  ชะหมด ฉะนั้นการทำนาต้องรู้จังหวะของการตกกล้า  ถอนกล้าทำเทือก  หว่านข้าว  ดำนา  ต้องให้สอดคล้องกัน
- เริ่มดำนา   ก่อนจะลงแขกดำนา  ต้องมีพิธีแรกนาขวัญ  โดยใช้คน ที่จะดำนาเป็นคนแรก ต้องเกิดปีขาลหรือปีมะโรง  มะเส็ง  เพราะเป็นปีเกิด ที่เป็นสัตว์ไม่กินข้าวเปลือก  หลังจากนี้ต่อไปอีก  1 -1 ½  เดือน ก็จะทำพิธีปักข้าวเหลา  เพื่อไม่ให้หนู  นก  แมลง  มารบกวน  หรือถ้ามีนกมากก็ทำหุ่นไล่กา
พิธีการทำข้าวเหลา
- ใช้ไม้ไผ่ถักสานเป็นสามเหลี่ยมแล้วปักในนา  มีที่ใส่ของคาว – หวาน ข้าวดำ – ข้าวแดง จุดธูปบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  และของเปรี้ยแม่โพสพที่กำลังตั้งท้อง
     ข้าวหนัก อายุประมาณ  5  เดือน – 5 ½  เดือน
     ข้าวเบา  อายุประมาณ  3  เดือน – 3 ½  เดือน
การเก็บเกี่ยวก็เหมือนกับการดำนา  คือ การ “ลงแขก” หรือ “เอาแรง”  ใช้คนปีขาล  มะโรง  มะเส็ง  เป็นคนแรกนาการเกี่ยวข้าว  ต้องดูว่าข้าวเกี่ยวยากหรือง่าย
     ง่าย  ข้าวที่นาบให้ล้มหรือตั้งเป็นระเบียบ
     ยาก  คือข้าวที่ถูกลมพัด  ปัดไปมา
เมื่อเกี่ยวแล้วต้อง  ตัดเขนตร (ที่มัดข้าง)  เวลาเกี่ยวข้าวเพื่อมัดเป็นฟ่อนยาวจากรวงประมาณ 1 ศอก วางลงบนเขนตร  เป็นแถว  1 หอบหรือ  20  กำมือ  ตากแดด 3 วัน  แล้วมัดฟ่อนพลิกตากแดดอีก 3 วัน  เริ่มเก็บข้าวในท้องนา  ก่อนเก็บข้าวต้อง  ทำที่เก็บฟ่อนข้าวก่อน
โดยการถากหญ้าทำลาน  ส่วนมากจะใช้ที่ตกกล้าทำเป็นลานนวดข้าว  โดยใช้ขี้ควายยาให้แข็ง  โดยใช้ถนน  (เหมือนคราด เกลี่ยหรือคลูด หรือคราดให้เรียบ  แล้วตากแดดทิ้งไว้ 2 – 3 วัน  เก็บฟ่อนข้าวมากองไว้ที่ลาน  เรียกว่า  เที๊ยบฟ่อน  คือ การกองฟ่อนข้าวรวมกันเป็นรูปโค้ง ตามลักษณะ ของลานประมาณครึ่งวงกลม  ส่วนที่เรียก  โขลงฟ่อน เมื่อข้าวนั้นอยู่ในน้ำ
การนวดข้าวและการเก็บรักษา
     การทำลาน   ใช้ไม้แข็งแรงปักกลางลานข้าวเรียกว่า  “เสาแอก”  แล้วเอาข้าวจากการเที๊ยบฟ่อนมาล้อมเป็นวงกลมโดยการตั้งเอายอดข้าวขึ้น  โดยล้อมเสาแอก  เรียกว่า  ตกฟ่อน
     การนวดข้าว  สมัยก่อนใช้ควายนวดข้าว  โดยการผูกสนสพาย เป็นพวงตัวในผูกติดกับเสาแอก  ส่วนมากใช้ควายมีอายุ  ส่วนปลายแถว ใช้ควายอายุน้อย  การนวดลานต้องมีเด็กไล่ควาย  เพื่อให้ควายวิ่งนวดข้าว  เวลานวดช่องแรกประมาณ 2 ชั่วโมง  พอซังข้าวฟู ก็ฟักควายโดยเอาออกวาดและไปผูกไว้ข้างนอก  ส่วนในลานแขกที่มาช่วย  ก็จะใช้กะดองไห  สงซังข้าว เรียกว่า ฮุฟ่อน  โดยการดิ่งตัดเขนตรออกจากกัน แล้วทำให้ซังข้าวฟู  แล้วนำควายมานวดรอบ 2  เมื่อซังข้าวได้ที่ฟูมากแล้วก็พักควายอีกครั้ง  แขกที่มาก็มา สงซังข้าวที่ฟูๆ  ออกข้างนอกลานไปกองรอบๆ  แล้วก็นวดโดยควายอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3  จนข้าวหลุดจากรวงหมด  ก็จบการนวดในคืนนั้น  สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการเลี้ยงอาหาร  เรียกว่า  เลี้ยง  ข้าวลาน

วันรุ่งขึ้น  ทำพรวนข้าว  คือกวาดข้าวรวมกัน  โดยไม้กวาดต้นประกิม  แล้วก็ใช้สีฝัดข้าว  เอาข้างลีบหรือเศษฟางออกจากข้าวดี  แล้วพูนข้าวไว้ในลานก่อน  หลังจากนั้นก็ตวงข้าว  เข้ายุ้ง

คำศัพท์ (ที่ขีดเส้นใต้)
เอาแรง = ผลัดทำงาน , ช่วยกันทั้งสองฝ่าย
ลงแขก = ไม่ต้องจ่ายเงิน ,  เป็นการทำงานแบบช่วยกัน
ทำคาน = วิ่งนวดข้าวโดยควาย
ตกกล้า = ข้าวที่เพาะแช่น้ำรากงอก  หว่านข้าว
ไถดะ = ไถโดยคราด
ตีหนะ = ลักษณะเดียวกับไถดะ  แต่ละเอียดกว่า
ทำเทือก , ขี้เทือก = ใช้คราดทำดินให้เหลวโดยการใช้ควายลากคราด
ชักร่อง = ใช้หัวหมูไถทีเดียวให้เป็นร่องลึก
หัวหมู = คือชิ้นส่วนสำหรับไถดินเวลาทำนาปลูกข้าวลักษณะ  3 แถว
ไถกลบ = คือใช้หัวหมูไถโดยใช้ควายลากไถลึกพอกคบหญ้า
ไถแปร = การไถโดยหัวหมูซ้ำอีกครั้ง
ลูบเทือก = ใช้คราดหรือต้นกล้วยทำให้ดินส่วนบนเรียบ
ดินกลับ = ฝนตกดินเหลวไหลไปเหลือแต่ดินทรายและแข็ง
ตัดเขนตร = การเอาข้าวตัดยาว 2 กำมือ  มัดรวมกันทางรวงข้าวมัดข้าว
ฟ่อน = เอาข้าวมัดโดยตัดเขนตร
คนาง = ลักษณะเดียวกับคราดแต่เป็นไม้เรียบ
เที๊ยบฟ่อน = เก็บข้าวจากนา  หรือจากโขลงนามาไว้ในคาน
โขลงฟ่อน = ข้าวที่มัดรวมกันในท้องนา
เสาแอก = เสาที่อยู่กลางลานนวดข้าว  สำหรับผูกควาย
ตกฟ่อน = คือเอาฟ่อนข้าวตั้งรอบเศาแอกโดยเอารวงข้าวขึ้น
ซังข้าว = ส่วนที่ข้าวหลุดจากรวงหมดแล้ว
กะดองไห = ไม้งอบลายสำหรับเขี่ยฟางข้าว
รุฟ่อน = เอาไม้กะดองไหดึงเขนตรออกจากกันแล้วเขี่ยฟ่อน
ข้าวลาน = หมายถึงข้าวที่เลี้ยงหลังจากนวดข้าวเสร็จแล้ว
พรวนข้าว = กองข้าวรวมกันเป็นกอง
ประกริม = ต้นไม้ชนิดหนึ่งสำหรับทำไม้กวาดๆ ข้าว
ยุ้ง = ที่เก็บข้าวเปลือก
   
เขียนโดย นางจำรัส เจริญกิจ (ป้าหมอจ๋ำ) สท.เมืองแกลง