| การทำนา |
|
|
| - เป็นอาชีพ จากบรรพบุรุษของชาว ไทย ทุกจังหวัดในประเทศไทยมีการเพาะปลูกข้าว มากบ้าง น้อยบ้าง ตามสภาพของพื้นที่เกษตรกรที่ปลูกข้าว มีการปลูกเพื่อขาย และปลูกเพื่อพอกินในครัวเรือนแต่ละปี ตามพระราชดำริของในหลวง |
- ในสมัยก่อน การปลูกข้าวต้องอาศัยธรรมชาติที่จะเอื้ออำนวยให้ชาวนา
ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ก็ทำให้ข้าวปลาธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ถ้าปีไหนฝนฟ้าตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาอาหารก็ไม่ได้ผล ดังนั้น ชาวนา จึงต้องปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับธรรมชาติ
- การทำนาของชาวชุมชนดอนมะกอก ก็ไม่แตกต่างจากที่อื่นๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในอดีต ที่นาของชุมชนมีทั้ง “ นาลุ่ม” และ
“ นาดอน ” (นาลุ่ม คือ นาที่น้ำท่วมขังนาน ส่วนนาดอน คือนาที่น้ำท่วมขังน้อย การใช้พันธุ์ข้าวปลูกก็ต่างกัน มีพันธุ์ ข้าวหนัก และ ข้าวเบา (ข้าวหนักใช้เวลาเก็บเกี่ยว 5 เดือนเศษ ข้าวเบาใช้เวลา เก็บเกี่ยว 3 เดือน ที่นาเกือบทั้งหมดในแถบของชุมชนจะทำนาได้ปีละ 1 ครั้ง เพราะชุมชนตั้งอยู่บริเวณคลองดอนมะกอก น้ำทะเลขึ้นถึง เมื่อ เวลาฝนตก น้ำจืด ทำนาได้ เมื่อหน้าแล้งซึ่งเป็นเวลานานฝนไม่ตกน้ำ
ก็เค็ม ทำนาไม่ได |
 |
- เมื่อฝนเริ่มตก ประมาณเดือน พ.ค. - มิ.ย. ของทุกๆ ปี ชาวนา เกือบทุกหลังคาเรือนในชุมชน จะทำนาเพื่อพออยู่พอกินในครัวเรือนเท่านั้น
ปัจจุบันดอนมะกอก มีที่นาที่ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าเกือบทั้งหมด แต่บางส่วนก็นำที่นาเดิมมาปรับเปลี่ยนเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง
มีเพียงชาวนาดั้งเดิม 1 – 2 ราย เท่านั้นที่ยังทำนาอยู่
- ก่อนที่ชุมชนจะได้เริ่มทำนาแปลงสาธิตนี้ เป็นความคิดริเริ่มของ นายสมชาย จริยเจริญ นายเทศมนตรีตำบลเมืองแกลง
ทางชุมชนได้รับงบค่าใช้จ่ายจากเทศบาล และเริ่มลงมือทำนาในเนื้อที่นาประมาณ 5 – 7 ไร่ ได้อาศัยความรู้ของชาวนารุ่นเก่าของชุมชน ปรึกษาหารือ รื้อฟื้น การทำนากันอีกครั้ง แต่ปัจจุบันขาดแรงงานการทำนา และขาดควายที่จะไถนา ทั้งๆที่ ดอนมะกอกมีควายหลายสิบตัว แต่ไม่ได้สอนให้ควายไถนา ควายจึงทำนาไม่เป็น นวดข้าวทำลานไม่ได้ การไถนาจึงต้องอาศัยควายเหล็ก แต่ท่านนายกสมชายฯ ปรารภว่าอยากเห็นการ ลงแขกดำนาและเกี่ยวข้าว การทำนาสาธิตแปลงนี้จึงมีการ ลงแขก ดำนา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาและจะมีการลงแขกเกี่ยวในวันที่ 6 ธันวาคม 2552 นี้อีกครั้ง |
วิธีการทำนา
|
| การทำนาแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ |
| |
1.เตรียมพันธุ์ข้าว ข้าวหนักหรือข้าวเบา
2.เตรียมแปลงนา สำหรับตกกล้า
3.เตรียมผืนนาสำหรับนาดำหรือนาหว่าน
4.เตรียมการดูแลตลอดถึงการเก็บเกี่ยว
5.เตรียมความพร้อมกับการเก็บรักษาข้าว |
| การเตรียมพันธุ์ข้าว |
- พันธุ์ข้าวเปลือก 1 ถัง ต่อนา 1 ไร่
- นำข้าวเปลือกที่เตรียมไว้แช่น้ำ 1 คืน แล้วนำมาเทใส่เสื่อกล้าที่ผูกหูไว้ 4 หู เอาใบตองรอง เกลี่ยข้าวให้บางๆ ทั่วกันแล้วปิดด้วยใบตองอีกครั้ง รดน้ำทุกเช้า – เย็น อยู่ในที่ร่ม ทำเช่นนี้ 3 วัน 3 คืน ข้าวเปลือกเริ่มงอกแล้ว พร้อมจะนำไปหว่านที่นาที่จะตกกล้า |
| การเตรียมนาสำหรับตกกล้า |
- เนื้อที่ตกกล้า 100 ว้า หว่านกล้าได้ประมาณ 5 ถัง เลือกที่นาที่จะตกกล้า ต้องเป็นที่ดินปนทราย น้ำไม่ท่วมขัง เริ่มไดเวียนขวา ทิ้งไว้จนหญ้าตาย ไถก่อนนำข้าวไปแช่น้ำ 1 เดือน เมื่อหญ้าตายแล้ว ต้องไถดะ โดยเวียนซ้ายทำดินให้เป็นขี้เทือก ช่องทำไถดะเรียกว่า ตีหนะ ช่วงที่ทำตีหนะ เริ่มนำพันธุ์ข้าวไปแช่น้ำ จนครบ 3 วัน วันที่ 3 ทำเทือก
- ทำเทือก คือทำดินให้เรียบ ลูบดินด้วยต้นกล้วย เพื่อความเรียบของขี้เทือก โดยการใช้ต้นกล้วยผูกหลังคราด แล้วคนจะเดินช่องระหว่างคราดกับต้นกล้วย หลังจากนั้น
- ชักร่อง คือการทำร่องเป็นร่องลึกกว่าขี้เทือก โดยใช้ หัวหมู ทำให้ดินเป็นร่องตลอดแนว จากที่สูงกว่าไปหาที่ต่ำ เพราะต้องการให้น้ำไหลลงร่อง และคนเดินหว่านกล้าได้ลัดต้นกล้าจะช้ำ อายุการใช้งานของกล้าคือ 1 เดือน 10 วัน
เมื่อถึงเวลาถอนกล้า ต้องถอนแล้วมัดเป็นกำ เวลาถอนต้องก้มลงดึงทั้ง 2 มือ แล้วนำรากฟาดกับฝ่าเท้าหรือหน้าแข้ง เพื่อให้ดินหลุด แล้วนำไปวางมัดเป็นกำ แช่น้ำแฉะๆ เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น ก่อนนำไปดำต้องถอนทิ้งไว้ 1 – 2 คืน เพื่อต้นกล้าจะแข็งแรง |
| ผืนนาสำหรับนาดำ หรือนาหว่าน |
- ต้องเตรียมไถกลบให้หญ้าตายทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้น ไถอีกครั้ง เรียกว่า ไถดะ ทิ้งไว้ประมาณครึ่งเดือน แล้วตีหนะ และ
ไถแปร ทิ้งไว้ 2 – 3 วัน จึงลูบเทือก เมื่อลูบเทือกแล้วต้องรีบดำหรือหว่าน มิเช่นนั้น ถ้าฝนตกดินจะกลับ จะดำยาก ถ้าหว่านข้าว รากของกล้าก็จะไม่จับขี้เทือก เพราะขี้เทือกถูกฝน ชะหมด ฉะนั้นการทำนาต้องรู้จังหวะของการตกกล้า ถอนกล้าทำเทือก หว่านข้าว ดำนา ต้องให้สอดคล้องกัน
- เริ่มดำนา ก่อนจะลงแขกดำนา ต้องมีพิธีแรกนาขวัญ โดยใช้คน ที่จะดำนาเป็นคนแรก ต้องเกิดปีขาลหรือปีมะโรง มะเส็ง เพราะเป็นปีเกิด ที่เป็นสัตว์ไม่กินข้าวเปลือก หลังจากนี้ต่อไปอีก 1 -1 ½ เดือน ก็จะทำพิธีปักข้าวเหลา เพื่อไม่ให้หนู นก แมลง มารบกวน หรือถ้ามีนกมากก็ทำหุ่นไล่กา |
 |
|
| พิธีการทำข้าวเหลา |
- ใช้ไม้ไผ่ถักสานเป็นสามเหลี่ยมแล้วปักในนา มีที่ใส่ของคาว – หวาน ข้าวดำ – ข้าวแดง จุดธูปบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และของเปรี้ยแม่โพสพที่กำลังตั้งท้อง
ข้าวหนัก อายุประมาณ 5 เดือน – 5 ½ เดือน
ข้าวเบา อายุประมาณ 3 เดือน – 3 ½ เดือน
การเก็บเกี่ยวก็เหมือนกับการดำนา คือ การ “ลงแขก” หรือ “เอาแรง” ใช้คนปีขาล มะโรง มะเส็ง เป็นคนแรกนาการเกี่ยวข้าว ต้องดูว่าข้าวเกี่ยวยากหรือง่าย
ง่าย ข้าวที่นาบให้ล้มหรือตั้งเป็นระเบียบ
ยาก คือข้าวที่ถูกลมพัด ปัดไปมา
เมื่อเกี่ยวแล้วต้อง ตัดเขนตร (ที่มัดข้าง) เวลาเกี่ยวข้าวเพื่อมัดเป็นฟ่อนยาวจากรวงประมาณ 1 ศอก วางลงบนเขนตร เป็นแถว 1 หอบหรือ 20 กำมือ ตากแดด 3 วัน แล้วมัดฟ่อนพลิกตากแดดอีก 3 วัน เริ่มเก็บข้าวในท้องนา ก่อนเก็บข้าวต้อง ทำที่เก็บฟ่อนข้าวก่อน |
 |
| โดยการถากหญ้าทำลาน ส่วนมากจะใช้ที่ตกกล้าทำเป็นลานนวดข้าว โดยใช้ขี้ควายยาให้แข็ง โดยใช้ถนน (เหมือนคราด เกลี่ยหรือคลูด หรือคราดให้เรียบ แล้วตากแดดทิ้งไว้ 2 – 3 วัน เก็บฟ่อนข้าวมากองไว้ที่ลาน เรียกว่า เที๊ยบฟ่อน คือ การกองฟ่อนข้าวรวมกันเป็นรูปโค้ง ตามลักษณะ ของลานประมาณครึ่งวงกลม ส่วนที่เรียก โขลงฟ่อน เมื่อข้าวนั้นอยู่ในน้ำ |
|
| การนวดข้าวและการเก็บรักษา |
 |
การทำลาน ใช้ไม้แข็งแรงปักกลางลานข้าวเรียกว่า “เสาแอก” แล้วเอาข้าวจากการเที๊ยบฟ่อนมาล้อมเป็นวงกลมโดยการตั้งเอายอดข้าวขึ้น โดยล้อมเสาแอก เรียกว่า ตกฟ่อน
การนวดข้าว สมัยก่อนใช้ควายนวดข้าว โดยการผูกสนสพาย เป็นพวงตัวในผูกติดกับเสาแอก ส่วนมากใช้ควายมีอายุ ส่วนปลายแถว ใช้ควายอายุน้อย การนวดลานต้องมีเด็กไล่ควาย เพื่อให้ควายวิ่งนวดข้าว เวลานวดช่องแรกประมาณ 2 ชั่วโมง พอซังข้าวฟู ก็ฟักควายโดยเอาออกวาดและไปผูกไว้ข้างนอก ส่วนในลานแขกที่มาช่วย ก็จะใช้กะดองไห สงซังข้าว เรียกว่า ฮุฟ่อน โดยการดิ่งตัดเขนตรออกจากกัน แล้วทำให้ซังข้าวฟู แล้วนำควายมานวดรอบ 2 เมื่อซังข้าวได้ที่ฟูมากแล้วก็พักควายอีกครั้ง แขกที่มาก็มา สงซังข้าวที่ฟูๆ ออกข้างนอกลานไปกองรอบๆ แล้วก็นวดโดยควายอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3 จนข้าวหลุดจากรวงหมด ก็จบการนวดในคืนนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการเลี้ยงอาหาร เรียกว่า เลี้ยง ข้าวลาน |
|
วันรุ่งขึ้น ทำพรวนข้าว คือกวาดข้าวรวมกัน โดยไม้กวาดต้นประกิม แล้วก็ใช้สีฝัดข้าว เอาข้างลีบหรือเศษฟางออกจากข้าวดี แล้วพูนข้าวไว้ในลานก่อน หลังจากนั้นก็ตวงข้าว เข้ายุ้ง |
|
| คำศัพท์ (ที่ขีดเส้นใต้) |
| เอาแรง |
= |
ผลัดทำงาน , ช่วยกันทั้งสองฝ่าย |
| ลงแขก |
= |
ไม่ต้องจ่ายเงิน , เป็นการทำงานแบบช่วยกัน |
| ทำคาน |
= |
วิ่งนวดข้าวโดยควาย |
| ตกกล้า |
= |
ข้าวที่เพาะแช่น้ำรากงอก หว่านข้าว |
| ไถดะ |
= |
ไถโดยคราด |
| ตีหนะ |
= |
ลักษณะเดียวกับไถดะ แต่ละเอียดกว่า |
| ทำเทือก , ขี้เทือก |
= |
ใช้คราดทำดินให้เหลวโดยการใช้ควายลากคราด |
| ชักร่อง |
= |
ใช้หัวหมูไถทีเดียวให้เป็นร่องลึก |
| หัวหมู |
= |
คือชิ้นส่วนสำหรับไถดินเวลาทำนาปลูกข้าวลักษณะ 3 แถว |
| ไถกลบ |
= |
คือใช้หัวหมูไถโดยใช้ควายลากไถลึกพอกคบหญ้า |
| ไถแปร |
= |
การไถโดยหัวหมูซ้ำอีกครั้ง |
| ลูบเทือก |
= |
ใช้คราดหรือต้นกล้วยทำให้ดินส่วนบนเรียบ |
| ดินกลับ |
= |
ฝนตกดินเหลวไหลไปเหลือแต่ดินทรายและแข็ง |
| ตัดเขนตร |
= |
การเอาข้าวตัดยาว 2 กำมือ มัดรวมกันทางรวงข้าวมัดข้าว |
| ฟ่อน |
= |
เอาข้าวมัดโดยตัดเขนตร |
| คนาง |
= |
ลักษณะเดียวกับคราดแต่เป็นไม้เรียบ |
| เที๊ยบฟ่อน |
= |
เก็บข้าวจากนา หรือจากโขลงนามาไว้ในคาน |
| โขลงฟ่อน |
= |
ข้าวที่มัดรวมกันในท้องนา |
| เสาแอก |
= |
เสาที่อยู่กลางลานนวดข้าว สำหรับผูกควาย |
| ตกฟ่อน |
= |
คือเอาฟ่อนข้าวตั้งรอบเศาแอกโดยเอารวงข้าวขึ้น |
| ซังข้าว |
= |
ส่วนที่ข้าวหลุดจากรวงหมดแล้ว |
| กะดองไห |
= |
ไม้งอบลายสำหรับเขี่ยฟางข้าว |
| รุฟ่อน |
= |
เอาไม้กะดองไหดึงเขนตรออกจากกันแล้วเขี่ยฟ่อน |
| ข้าวลาน |
= |
หมายถึงข้าวที่เลี้ยงหลังจากนวดข้าวเสร็จแล้ว |
| พรวนข้าว |
= |
กองข้าวรวมกันเป็นกอง |
| ประกริม |
= |
ต้นไม้ชนิดหนึ่งสำหรับทำไม้กวาดๆ ข้าว |
| ยุ้ง |
= |
ที่เก็บข้าวเปลือก |
| |
|
เขียนโดย นางจำรัส เจริญกิจ (ป้าหมอจ๋ำ) สท.เมืองแกลง |
|