อะไร...คือเกษตรเมือง

             แม้บ้านเรานี้ จะมิได้มีคลองแสนแสบหรือทุ่งบางกะปิ แต่เราก็มีคลองประแสและมีอีกหลายทุ่งกระจายอยู่ทั่วไป ทางซีกฝั่งซ้ายด้านทิศตะวันออกของคลอง

             ทั้งทุ่งหนองแหวน ทุ่งโพธิ์ทอง ทุ่งดอนมะกอก ทุ่งแหลมยาง ทุ่งพลงฯ ทุ่งหนองกระโดง ทุ่งหนองควายเขาหัก และที่กึ่งทุ่งกึ่งดอนอย่างแกลงแกล้วกล้า สารนาถฯ และหนองแตงโม

             ดีเสียอีกว่านี่ไม่ใช่คลองแสนแสบ จะได้ไม่ต้องมีปัญหาแสบแสนเปรียบแม้นชื่อคลอง

             แต่กระนั้นก็ดี ด้วยอาชีพเดิมของบรรพชนที่บ้านเรานี้ คือการทำนา อย่างไรเสียชาวนาบ้านเราในยุคนา ยังรุ่งเรืองก็คงอดจะเกิดรักสมัครมั่นคล้ายที่เกิด ณ ทุ่งรวงทองของเรียม ขวัญ เขาฝากชีพจมไว้บ้างล่ะ

             เคยพบเอกสารในอดีตเมื่อเจ็ดแปดสิบปีก่อน เป็นของนายอำเภอแกลงที่รายงานเข้าไปให้ข้าหลวงได้ทราบถึงผลผลิตข้าวที่บ้านเราในแต่ละีปี มีทั้งปีที่อุดมสมบูณณ์ ปีที่ข้าวยาก เสียหายจากน้ำหรือแมลง แต่ภายหลังเชื่อว่าสักสามสี่สิบปีล่วงมา คงเป็นรายงานเกี่ยวกับผลผลิตจำพวกยางและผลไม้เสียมากกว่า และการรายงานผลผลิตจากทุ่งนา ก็คงเปลี่ยนเป็นการรายงานผลผลิตจากทุ่งนากุ้งเสียหลายส่วนแล้วเช่นกัน


             โรงสีเก่าหลายแห่งต้องปิดกิจการ ทั้งแถบบ้านนา โพธิ์ทองบริเวณท่ากะทุก เนินฆ้อ คลองปูน ฯ หรือหากมีก็คงย่อขนาดกิจการสีข้าวให้เล็กลงมา เพราะผู้คนพากันเปลี่ยนอาชีพ และเปลี่ยนการใช้ประโยชน์จากทุ่งเพื่อทำนาไปเลี้ยงกุ้งกันมาก ไม่นับรวมที่ได้ขายที่ดินเปลี่ยนมือไปสู่คนอื่นที่รากเหง้า ไม่เคยทำนากันมาก่อน และไม่นับรวมที่ปล่อยท้องนาเดิมให้รกร้างว่างเปล่ามาอยู่นานหลาย ๆ ปี

             เมื่อหันไปประกอบอาชีพอย่างอื่น ที่สุดแล้วเราก็ต้องไปซื้อข้าวกิน แม้รู้ทั้งรู้ว่าเราต้องกินข้าววันละสามมื้อ ในขณะที่ท้องนาเดิมก็ยังพร้อมจะเพาะปลูกข้าว ดินฟ้าอากาศก็พร้อมจะอำนวย และยังคอยท่าชี้ชวนให้หว่านข้าวตกกล้าดำนาเกี่ยวข้าวกันได้อยู่ จึงน่าเสียดายที่ปัจจัยต่าง ๆ ทางธรรมชาติทั้งสภาพธรณีสัณฐานสิ่งแวดล้อม


แปลงนาที่ตกกล้าเอาไว้
น้ำท่าที่อยู่ใกล้ตัวใกล้บ้านเราก็ยังเหมาะที่จะทำนา แต่เรากลับต้องหาสตางค์ไปซื้อข้าวจากที่อื่นมากิน  รถบรรทุกข้าวคันแล้วคันเล่าที่บรรทุกข้าวเต็มคันจากภาคกลาง ภาคอีสานจึงวิ่งเข้าออกบ้านเราอยู่ทุกวัน  น่าเสียดายที่เราผลิตอะไรเพื่อกินเพื่อขายได้ตั้งมากมายหลายอย่าง แต่ยกเว้นเรื่องปลูกข้าวที่เราต้องกินวันละสามเวลามาและไปตลอดชีวิต

พันธุ์ กข. ของบ้านทะเลน้อย ลำต้นสั้นจน ทำให้หนุ่มน้อย
จากบ้านพลงฯ หนองกระโดงต้องลงนั่งถอน

พันธุ์ข้าวของชาวดอนมะกอก
กล้ายาวจนพูดเย้าคนกล้าสั้นอยู่เรื่อย

             เขาบอกกันว่าปลูกข้าวแล้วขาดทุน ขายไม่มีกำไร แต่แปลกใจทำไมที่เขาเสียค่าบรรทุกกันข้ามภาคมาไกล ๆ หลายร้อยกิโลเมตรจึุงขายมีกำไรได้ ก็เพราะวันนี้ราคาข้าวเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว แต่กระนั้นก็ดี หากคิดแต่จะให้ได้ผลผลิตเต็มที่โดยการลงทุนในกระบวนการผลิตที่สูง เช่น ค่าปุ๋ยแพง ค่าน้ำมันแพง ฯ แม้ราคาข้าวจะดีกว่าแต่ก่อนมาก ก็คงทำแล้วไม่เหลือกำไรอยู่ร่ำไป เหมือนการเลี้ยงปลาที่ต้องไปซื้อหัวอาหารจากบริษัทมาขุนให้ได้น้ำหนักมาก ๆ จึงจะคุ้ม โดยลืมไปว่าต้องใช้เงินไปซื้อหัวอาหารมาขุนให้ได้น้ำหนักเสียจนไม่เหลือกำไร การสร้างรายได้จากผืนดินด้วยการเพาะปลูกจึงต้องตั้งหลักตั้งสติเรื่องการลงทุนและ เรื่องประเภทพืชผลที่เหมาะกับสภาพพื้นที่เสียก่อนเป็นลำดับแรก โดยยึดหลักปลูกเพื่อกิน พอขาย แต่ปลูกเพื่อขาย อาจไม่พอกินไว้อยู่เสมอ 

             เมื่อตัดสินใจกลับไปทำนาปีนี้เป็นปีแรก ที่ทุ่งดอนมะกอกและหนองกระโดง ก็ได้เห็นว่าคนเก่า ๆ สักอายุห้าหกสิบปีขึ้นไปต่างก็มีประสบการณ์ในการทำนามาก่อนแทบทั้งนั้น คล้ายกับคนในวัยนี้ที่เคยสัมผัสคลองประแสกันมาก่อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วิธีไถดะ วิธีตกกล้า ถอนกล้า ดำนา...ยังได้เห็นความทะมัดทะแมงหรือเรียกคืนความชำนาญได้ไม่ยากเย็น อาจมีคนคุยชวนหัวแปลงนิยายอมตะเรื่องแผลเก่าของไม้ เมืองเดิมว่าพอได้ไปลงนาแล้ว เข้าใจหรือยังว่าทำไมอีเรียมจึงตัดสินใจหนีไอ้ขวัญเข้าไปบางกอก เพราะทำนามันแสนสาหัส แต่ก็มีข้อคิดข้อสังเกตสำหรับการกลับมาทำนาในวันนี้อีกหลายอย่าง


ป้ายังไหวและไม่มีคำว่าสาย แม้จะไม่ได้หาบกล้า
มาใกล้เคียงสามสิบปีแล้ว

เพลงอย่างนี้มันต้องถอน ฟังไม่ขึ้นในวันดำนา
แต่ต้องเป็น "อย่างนี้มันต้องปลูก" ต่างหาก

คิดผิด คิดใหม่ ไม่ได้แล้วล่ะ

             ข่าวพวกแขกอาหรับจะเข้ามากว้านซื้อที่นาแถวภาคกลางเพื่อทำนา หรือจ้างคนไทยทำนาปลูกข้าวส่งกลับไปประเทศนั้นได้ยินกันหนาหูขึ้นทุกวัน ซึ่งมันต้องมีมูลเพราะเขาผลิตได้แต่น้ำมันที่เราใช้กินเป็นอาหารไม่ได้ คล้ายกับจะเปรียบว่า ไม่มีน้ำมัน คนยังอยู่ได้ แต่ไม่มีข้าวกินนี้สิ ต้องตาย ดูเอาเถิดพวกแขกอาหรับพวกนี้ถึงต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลกันมาเป็นพัน ๆ ไมล์เพื่อจะแสวงหาแหล่งผลิตอาหารที่ดีที่สุดของโลกอย่างประเทศไทย เพราะเงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิเป็นของจริง แล้วเจ้าของบ้านอย่างเราจะคิดยังไง

             ปลูกข้าวและเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว เก็บไว้กินเสียให้พอ เพราะข้าวเปลือกข้าวสารเก็บได้เป็นเดือน ไม่เหมือนจับกุ้งแล้วต้องรีบขาย เหลือกินแล้วค่อยแบ่งขาย โดยถือหลัก ปลูกเพื่อกิน พอขาย แต่หากปลูกเพื่อขาย อาจไม่พอกิน นั่นหมายถึงในการลงทุนผลิตข้าวปลาอาหารนั้น ต้องถือหลักที่จะไม่เพิ่มต้นทุนการผลิตจนสูงมาก

เพราะเมื่อลงทุนสูงก็ต้องขายแพง แล้วก็จะขายยากไม่มีกำไร หนทางหนึ่งคือใช้แรงให้มาก ใช้เครื่องจักรให้น้อย หรือคิดดูว่าสมัยก่อนปู่ย่าตายายใช้อะไรเป็นปุ๋ยเลี้ยงดินเลี้ยงต้นพืช ในวันที่ยังไม่มีปุ๋ยจากบริษัทเ้ข้ามาจำหน่าย ก็ปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้จากบ้านจากนาไง และปุ๋ยคอกจากการเลี้ยงสัตว์ เช่นหมู วัว ฯ ไงซึ่งจะช่วยให้เราเพาะปลูกได้อย่างไม่ทุกข์


             ย้อนกลับมาดูเรื่องธรณีสัณฐานอีกครั้ง คนโบราณนั้นเขาจะเรียกชื่อสถานที่แต่ละที่แต่ละแห่ง เขาก็จะเรียกมาจากสิ่งที่เขาได้พบได้เห็น และเมื่อเรียกขานชื่อออกไปแล้วทุกคนจะเข้าใจได้ว่าที่นั้นอยู่ตรงไหน อาทิ หนองแตงโม หนองผักบุ้ง เพราะตรงนั้นมีสภาพเป็นหนองที่เคยใช้น้ำปลูกแตงโมอยู่ หรือมีผักบุ้งขึ้นอยู่ หรืออย่างแหลมยาง แหลมท่าตะเคียน ก็เพราะเขาเห็นสภาพพื้นที่มีลักษณะแหลมออกไปในคลองและมีต้นยางต้นตะเคียนขึ้นอยู่ เป็นต้น และเมื่อมามองภาพใหญ่ ๆ ของอำเภอแกลง จะเห็นว่าตำบลที่เราอยู่และตำบลหรือหมู่บ้านใกล้เคียงของเรานี้ คือตำบลทางเกวียน ตำบลบ้านนา ตำบลทุ่งควายกิน ทั้งสามตำบลนี้มีทั้งเกวียน นา และควาย ก็หมายถึงว่าเราอยู่กันในพืันที่ลุ่ม น้ำท่าบริบูรณ์ครบองค์ประกอบที่จะเหมาะแก่การทำนา ปู่ย่าตายายก็เลยขานชื่อไว้ตามภูมินามประจำถิ่น นี้จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าบ้านเราเหมาะที่จะทำอะไรที่จะล้อไปตามธรรมชาติ ิอย่างเกื้อกูลไม่แผ้วถางทำลายเปลี่ยนลักษณะการใช้ที่ดินอย่างฝืนกัน

             แม้เมืองแกลงจะเจริญเติบโตพัฒนาไปตามกาลเวลามาตามยุคสมัย แต่มิใช่ว่าความเจริญนี้จะต้องเดินตามรูปแบบซ้ำ ๆ เหมือนกับเมืองทุกแห่งที่มากคน มากบ้านมากปัญหาต่างประสบไปแล้วก่อนหน้า อย่าไปรื้อไล่แหล่งเพาะปลูก หรือไล่วัวไล่ควายเพียงเพราะต้องการให้ดูว่าบ้านเมืองพัฒนา เพราะเมืองที่มั่นคงควรต้องมีแหล่งผลิตอาหารหรือพื้นที่เพาะปลูกเอาไว้บ้าง เพื่อไม่ต้องพึ่งพาอาหารจากที่อื่นจนเกินไปนัก


เป็นคนไทย แต่ทำไมไม่พูด "ลงไทย" ทำไมต้อง "ลงแขก"

"เกษตรเมือง" อย่างน้อยๆ ต้องทำในเมือง จะไม่เปลืองค่าขนส่ง

ถวิลหาอดีตกันทำไม ในเมื่อวันนี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ยังมีให้พร้อมทำนาอยู่

ไม่รังเกียจกลิ่นโคลนสาบควาย แต่พกหน้ากากอนามัย
ใส่บังแดดเฉยเลย
             ข้อที่น่าคิดอีกอย่างหนึ่งคือ เมืองแกลงนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งผลไม้ แต่เชื่อหรือไม่ กว่ายี่สิบปีมานี้ ไม่เคยได้ยินชาวสวนบอกทำสวนผลไม้แล้วดี มีแต่ได้ยิยเสียงบ่นทุกปีว่าราคาเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง แย่ ทำให้ขาดทุนหรือแทบไม่มีกำไร ทำไมจึงเป็นแบบนี้ มันมีเหตุหลายประการ คือ บรรดาผลไม้เหล่านี้ ถึงคราวฤดูของเขา เขาจะออกในเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ผลไม้ล้นตลาด แล้วก็เป็นจังหวะของคนรับซื้อที่จะเข้ามาช้อปปิ้งของถูก ๆ ไปขาย กำไรดีกว่าเจ้าของสวนที่ดูแลรักษาต้นไม้มาตลอดปีเสียอีก เพราะผลไม้เหล่านี้สุกแล้วเสีย เก็บไม่ได้ หรือเก็บได้ก็ต้องไปทำห้องเย็นซึ่งจะมีสักกี่ราย มีก็แต่คนที่ทำส่งออกเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องเอาไปแปรรูปซึ่งก็ทำไปเพราะจำใจ แต่อย่างไรก็ดี ท่ามกลางเสียงบ่นก็ยังเห็นปลูกพืชผลกันอยู่อย่างเดิมมาชั่วนาตาปี จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจะทนไปทำไม นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เดือดร้อนก็เพราะไปเน้นปริมาณผลผลิตมากเกินไปโดยวิธีลงทุนอัดปุ๋ยมาก ๆ และแพง ๆ แม้ผลผลิตออกมามากแต่ก็ต้นทุนสูง แถมทำร้ายเนื้อดินในสวนให้แย่ลงเรื่อย ๆ ตลาดเลยเป็นของผู้ค้าและผู้ซื้อมาตลอด ไม่ได้เป็นของเจ้าของสวนเลย จึงน่าคิดเหลือเกินว่าต้องปรับตัวอย่างไร จะได้ไม่ต้องป่วยการที่จะมาแทรกแซงหรือประกันราคาแบบแก้ปัญหาไม่เข้าเนื้อ แต่เป็นแบบขอไปทีเป็นปี ๆ ไป

             เปรียบเทียบกับยางพาราที่ทุกส่วนของต้นยางใช้ได้ ทั้งกิ่ง ใบ ลำต้น และน้ำยาง แปรรูปเป็นยางแผ่นก็เก็บได้ ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางก็เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาต่อกิโลกรัมก็สูงกว่า ก็นับเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกกันมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา หากระทมกับการปลูกผลไม้ที่ต้องดูแลกันจุกจิก นี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง


"ดำนา" มิใช่แต่เอาต้นกล้าไปปลัก แต่มีหลักวิธีให้เรียนรู้
มากกว่าที่เห็นอีกเยอะ

รถราผ่านไปมา จอดกันหนักหนา
เพื่อดูว่าคนเมืองแกลงเขาทำอะไร


             เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับในพื้นที่ลุ่มที่มีอยู่มิใช่น้อยในอำเภอแกลง แม้พื้นที่ส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นนากุ้งที่เวลาจับแล้วต้องขายทันที ไม่มีทางเลือกแล้วก็ตาม เรื่องการทำนาแบบพอดี ๆ ไม่บ้าดีเดือด  โดยเฉพาะตามแนวคลองประแสบริเวณใต้เขื่อนวังจันทร์ ลงมาเข้าเขตเทศบาลตำบลเมืองแกลงซึ่งวันนี้น้ำจะจืดเป็นหนึ่ง ๆ ราวสิบเดือนแล้วเพราะระบบพร่องน้ำจากเขื่อน ก็ควรที่จะนำมาขบคิด เพื่อไม่ต้องปล่อยให้ใจถวิลหาแต่อดีตว่าครั้งหนึ่งคนบ้านเราเคยทำนา เพื่อไม่ต้องปล่อยให้ลูก ๆ หลาน ๆ มานั่งสงสัยว่าทำไมบ้านนา ทางเกวียน ทุ่งควายกิน ไม่เห็นจะมีนา มีเกวียน มีควายเลยกันอีกต่อไป ตรงกันข้าม นอกจากเมล็ดข้าวที่เราต้องกินไปตลอดชีวิตแล้ว การทำนายังทำให้มีกุ้งหอยปูปลา มีพบปะเจรจาเมื่อลงแขก มีความสามัคคี มีความเป็นพวกเกิดขึ้นโดยไม่ต้องปรุงแต่งท่ามกลางกลิ่นโคลน ไอแดดหรือลมฝนที่โปรยปรายอย่างเื้อื้ออำนวย

             วันนี้เรียมจะต้องคิดใหม่ เพราะเรื่องการทำนาไม่น่าจะเหมือนเดิมแล้วเอย

August 5, 2009